วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552

No Reservation




วันก่อนดู HBO เรื่อง No Reservation เปิดเจอโดยบังเอิญ สนุกดี

ย่อหน้าข้างล่างเป็นบทวิจารณ์ของติสตู จากมติชน (ไปค้นหามาจาก google)

หนัง ที่นำเสนอในแนวทางโรแมนติคคอมเมดี้ ว่าด้วยเรื่องชวนหัวพ่อแง่แม่งอนของเชฟหนุ่มผู้ถนัดอาหารอิตาเลียน กับเชฟสาวผู้หลงใหลอาหารฝรั่งเศสที่ต้องโคจรมาอยู่ในครัวเดียวกัน แต่หนังก็เล่าเรื่องมากกว่าแค่ เธอฉันแข่งกันปรุงอาหารแล้วเราก็รักกันในครัว

- -หนังเทน้ำหนักให้เห็นปัญหาในการสร้างสัมพันธภาพของ "เคท" (แคทเทอรีน ซีตา โจนส์)...เชฟสาวผู้เคร่งครัดต่อการทำงาน และใช้ชีวิตประจำวันซ้ำๆ ซากๆ

- -แม้เคทจะทำได้ดีในบทบาทของเชฟ...เธอมีความรับผิดชอบและภักดีอย่างแน่วแน่ ต่อวิชาชีพ...เคทคือหัวหน้าเชฟผู้สามารถบริหารจัดการ ควบคุมความยุ่งเหยิงวุ่นวายภายในครัวได้อย่างลงตัว เป็นนักสมบูรณ์แบบในครัวตัวจริง

แต่นอกร้านอาหาร นอกห้องครัว เคทเลือกใช้ชีวิตปิดกั้นความสัมพันธ์ ปฏิเสธแม้กระทั่งมิตรภาพฉันเพื่อนที่ไม่มีเรื่องรักๆ ใคร่ๆ

ผล ที่เห็นชัดเมื่อเธอต้องดูแล "โซอี้" (อบิเกล เบรสลิน หนูน้อยน่าเอ็นดูใน Little Miss Sunshine) หลานสาวกำพร้า ความเป็นนักสมบูรณ์แบบในหน้าที่การงานแทบจะหายหมดไป

นอกจากเธอจะปรับ ตัวกับหลานสาวได้ยากยิ่ง แล้ว เคทที่ดูเป็นคนประณีต ละเอียดลออในการปรุงอาหารกลับไม่สามารถละเอียดลออต่อ การใช้ชีวิต และไม่สามารถใส่ใจต่อรายละเอียดของหลานสาวได้...

การเปรียบเปรยที่ดี คือเคททำอาหารชั้น เยี่ยมให้หลานสาว แต่เธอไม่รู้ว่าทำไมหลานสาวถึงไม่กินอาหารจานเลิศนั้น แต่เลือกจะกินสปาเกตตี้ง่ายๆ จากเชฟอาหารอิตาเลียนที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเชฟให้เธอ

หนัง เล่าเรื่องง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อน มีความเป็นสูตรสำเร็จที่ให้ตัวละครหมักหมมกับปัญหานั้นมานาน และมีตัวละครก้าวเข้ามาในชีวิต พร้อมสถานการณ์ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ และเข้าใจในที่สุด

แต่อย่างน้อยหนังได้พูดถึงคนในสังคม เมืองประเภทที่ใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลา แต่กลับเบาโหวงทางใจ ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว

ภายใต้ความมั่นใจในการควบ คุม "บางสิ่ง" ได้ แต่...บางครั้งก็ยากที่จะให้ชีวิตเป็นสูตรสำเร็จเหมือนสูตรอาหารที่ดำเนิน ชีวิตไปตามเครื่องปรุงรส ตามวิธีปรุง ถ้าทำตามสูตรอาหารได้ดีมันก็ออกมาดี ทำแย่มันก็ออกมาแย่ แต่ในชีวิตจริงๆ หาเป็นเช่นนั้น




แม้ หนังจะมี บรรยากาศแง่งามของศิลปะแห่ง การปรุงอาหาร แต่การปรุงอาหารก็แตกต่างจากการดำเนินชีวิตที่คนปรุงแต่ละคนย่อมมีรูปแบบ ลีลา น้ำหนักมากน้อยต่างกัน...เคทเองต้องค่อยๆ เรียนรู้ว่าแม้จะตั้งใจปรุงอย่างสุดฝีมือ ย่อมมีทั้งคนชอบ เพราะถูกปาก กับคนที่ไม่ชอบอาหารที่เธอทำ

และคนที่ไม่ชอบก็ไม่ใช่คนผิด แต่เพราะอาหารนั้นไม่ต้องจริตเขานั่นเอง กว่าเธอจะเข้าใจและยอมรับในความแตกต่าง ว่าบางครั้งความสมบูรณ์แบบก็ไม่ใช่ ที่สุดของบางคน

บางครั้งการยอมรับในความแตกต่าง ความชอบ/ไม่ชอบที่ต่างกันคือความรื่นรมย์ของชีวิต อาหารรสเลิศที่ขึ้นชื่อลือชาของฝรั่งเศสทั้งเห็ดทรัฟเฟิล หรือฟัวกรา ที่เคทยกย่อง อาจเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ให้ค่าและมาตรฐานว่าเป็นของดี สิ่งดี แต่ใช่ว่ามันจะ "ใช่" สำหรับทุกคน เช่นที่หลานสาวของเธออยากกินแค่ "แพนเค้ก" บิดๆ เบี้ยวๆ กึ่งเกรียม ที่มาจากความสุขในการลงมือทำ

เพราะบางครั้งเราก็เลือกจะกินและทำอะไรให้ง่าย เพื่อให้ชีวิตซับซ้อนน้อยลง

---------------------------------------
ฮะแฮ่มต่อไปนี้เป็นบทวิจารณ์ของข้าพเจ้า (เขียนตามใจตัวเอง ไม่มีหลักการใดๆ)

ดูๆ ไปก็พบว่ามีหลายอย่างที่เราชอบในหนังเรื่องนี้แฮะ (นอกจากหน้าสวยๆสุดแสนจะ sexy ของนางเอกแล้วอ่ะนะ) ชอบฉากการทำงานในครัว การปรุงอาหาร มันช่างดูพิถีพิถัน ปราณีต บรรเจิด ทว่ารวดเร็วประดุจการทำงานศิลปะ อารมณ์ประมาณแนว impressionism ไงงั้น

แม้เนื้อเรื่องจะไม่ได้ซับ ซ้อนลึกซึ้งอะไรมากมายนัก แต่ว่าหนังก็มีเสน่ห์มากพอที่จะทำให้เราติดตามต่อไปได้จนจบ ชอบการดำเนินเรื่องที่ให้เห็นการเปลี่ยนผ่านของตัวนางเอก "เคท" จากคนที่เน้นความสมบูรณ์แบบ มีระเบียบระบบที่ชัดเจน ตายตัวกับทุกสิ่ง ไปสู่ความผ่อนคลายมีชีวิตชีวา เมื่อความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงเดินทางมาเคาะประตูชีวิตของเธอ

อืม... ชอบฉากที่เคทตัดสินใจที่จะยอมผ่อนปรนและผ่อนคลายกับตนเอง เพื่อเปิดรับประสบการณ์ใหม่ ของการสร้างความสัมพันธ์ที่รื่นเริง+ผ่อนคลายกับโซอี้ หลานสาว (หลังจากผ่านการทะเลาะกับหลานสาว และนั่งร้องไห้ด้วยกันตอนดู VDO เก่าๆที่โซอี้เคยไปทะเลกับแม่ของเธอ) เช้าวันนั้น เคทเลือกที่จะลางาน เพียงเพื่อจะอยู่เล่นเกมเศรษฐีกับหลานสาวที่บ้าน ฉากนี้มีชีวิตชีวา สนุกสนาน เรารู้สึกได้ว่าเราเห็นพลังชีวิตของนางเอก ค่อยๆผลิบาน ออกมาจากกรอบแคบๆที่เธอวางไว้กับตัวเอง

ชอบพระเอกด้วย ช่างไร้ระเบียบแบบแผน มีชีวิตชีวา ทำอะไรตามใจตัวเองได้สนุกดีแท้ แต่ขณะเดียวกัน เขาก็อ่อนโยนมากพอที่จะเข้าถึงจิตใจของโซอี้และเคทได้ ใส่ใจและดูแลคนรอบข้างอย่างเป็นธรรมชาติ

แต่ฉากที่สะใจมักๆ คงเป็นฉากที่ นางเอกเดินถือมีดเสียบชิ้นสเต๊กสดๆ เดินฉับๆ ไปที่โต๊ะลูกค้า พร้อมกับปักมีดที่เสียบสเต๊กชิ้นนั้น ฉึก! ลงไปบนโต๊ะลูกค้าคนที่ี่สั่งสเต๊กจานเดิมซ้ำ 2 หน เพราะไม่พอใจกับสเต๊กที่เคทปรุงให้ พลางหันไปบอกเจ้าของร้าน (ไฮโซ) ด้วยน้ำเสียงสะใจแบบสุดๆว่า "ฉันรู้สึกดีจัง ที่ได้ทำแบบนี้" แล้วก็ถอดผ้ากันเปื้อนโยนทิ้ง เดินไปขึ้นรถแท็กซี่กลับบ้าน ท่ามกลางความตกตะลึงของคนทั้งร้าน เป็นอันว่าเธอได้ตัดสินใจลาออกจากงานที่เธอทำมากว่า 20 ปี ในวันนั้นเอง

ตอน จบเป็นไงก็ไปหาดูกันเอาเองละกันเน้อ เป็นหนังที่ดูได้เพลินๆ สนุกดี ใครที่เป็นแฟนแคทเธอรีน ซีต้าโจนส์ น่าจะตกหลุมรักเธออีกทีได้ไม่ยากเมื่อดูหนังเรื่องนี้จบลง

ทบทวนชีวิต



ลอง นั่งทบทวนชีวิตที่ผ่านมา เป็นอยู่ และกำลังจะเป็นไป ในช่วงเวลาสั้นๆของยามค่ำคืน แม้จะไม่ได้ลึกซึ้งอะไร ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาเราก็ตั้งคำถามกับตัวเองมาอยู่เรื่อยๆ เป็นระยะๆ ว่า เราเกิดมาทำไม มีอะไรที่เราต้องการทำบนโลกใบนี้บ้าง ภารกิจ(ทางจิตวิญญาณ)ของเราคืออะไร เป้าหมายสูงสุดในชีวิตในชาตินี้ของเราคืออะไร แล้วตัวเราได้เข้าใกล้เป้าหมายนั้นไปแล้วบ้างหรือยัง

ในหลายขวบปีที่ ผ่านพ้นมานั้นบางคำถามก็อาจได้พบพานคำตอบ บางคำถามก็ยังคงดำรงอยู่ภายใน เฝ้ารอคอยคำตอบอย่างอดทน จำได้ว่าตอนที่เยาว์วัยกว่านี้ เราเร่งร้อนที่หาคำตอบต่างๆให้เจอเร็วๆ อยากรู้เร็วๆ จะได้รีบๆ ทำ จะได้รีบๆบรรลุเป้าหมายชีวิตเหล่านั้นโดยเร็ว มีชีวิตก็ต้องรีบใช้ ต้องรีบทำ ต้องรีบลองเรียนรู้และแสวงหาประสบการณ์ เป็นมนุษย์ผู้หิวโหยประสบการณ์

มาบัดนี้อายุมากขึ้น เราเริ่มช้าลง ความร้อนรนเริ่มจางคลาย ความอดทนในการเฝ้ารอมีมากขึ้น เริ่มละเลียดในการผ่านพ้นวันคืนและการใช้ชีวิตมากขึ้น เริ่มตระหนักว่าหลายๆคำถามที่มีอาจจะยังไม่จำเป็นที่จะต้องรีบร้อนตอบ พี่ที่นับถือคนหนึ่งเคยบอกว่า "อย่าฆ่าคำถามดีๆ ด้วยคำตอบห่วยๆ" และคำถามดีๆบางคำถามก็ไม่จำเป็นต้องหาคำตอบเสมอไป ใช่หรือไม่?

ทั้ง หมดนี้ไม่ได้ต้องการจะบอกว่า การเร่งร้อนแสวงหาประสบการณ์ในวัยเยาว์เป็นสิ่งไม่ดี การช้าลงและเฝ้ารอในตอนนี้ดีกว่า สำหรับเราแล้ว การใช้ชีวิตทั้งสองแบบแม้จะแตกต่าง แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีเฉกเช่นเดียวกัน ในทุกช่วงชีวิตที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่เป็นการทดลองเรียนรู้ที่เราชื่นชอบทั้ง สิ้น

เราค้นพบว่า สิ่งหนึ่งที่เราปรารถนามาตลอดคือ อิสระภาพ การใช้ชีวิตอย่างกล้าหาญ ความเบิกบาน-ความมั่นคงภายใน การบรรลุธรรม(เป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง) การได้ช่วยเหลือให้เพื่อนมนุษย์ได้เติบโตและค้นพบความสุขที่แท้จริงภายในตน เอง และความสามารถที่จะรักมนุษย์ทุกคนได้เหมือนอย่างที่จักรวาลรัก

เรา ได้รับแรงบันดาลใจอย่างยิ่งจากครูทางธรรมคนแรกในชีวิต ท่านเป็นแบบอย่างและสร้างแรงบันดาลใจให้เราเลือกที่จะเป็นครูเช่นเดียวกัน นั้นให้กับคนอื่นๆต่อไป เราปรารถนาว่า เราได้สร้างแรงบันดาลให้กับผู้คนในการเติบโตและเปลี่ยนแปลงตนเอง เพื่อที่จะได้สัมผัสกับความสุขภายในที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า มั่นคงยิ่งกว่า ความสุขนั้นเปรียบได้กับแหล่งน้ำพุทางจิตวิญญาณที่ไหลรินพวยพุ่งอยู่ตลอด เวลา

และการเป็นครูทางจิตวิญญาณนั้น มิได้ผูกติดยึดโยงหรือตีกรอบอยู่ภายใต้ศาสนาใดๆ หากแต่เปิดรับและน้อมรับคำสอนและสัจจะธรรมที่ดำรงอยู่ในทุกๆศาสนาอย่างให้ ความเคารพ ไม่แตกต่างกัน เป็นสัจจะที่เป็นกลางเป็นสากลของมนุษยชาติ

จน ถึงบัดนี้เราก็ยังไม่รู้หรอกว่า เราจะสามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้ด้วยวิธีการใด อย่างไรหรือเมื่อไหร่ แต่มันคือความเชื่อมั่นอยู่ลึกๆภายในใจว่า หากสิ่งที่เราปรารถนานั้นเป็นสิ่งดีงามและเป็นไปเพื่อประโยชน์สุข ของมนุษยชาติแล้วไซร้ จักรวาลจะจัดสรรโอกาสและเส้นทางมาให้แก่เราเอง เส้นทางนั้นจะปรากฎในช่วงเวลาที่เหมาะสม เรารู้ดีว่าเราอยู่บนเส้นทางและอยู่ในแผนการของจักรวาล ดำรงอยู่มาแล้วเสมอมา ตลอดเวลา
http://athitha.blogspot.com/2009/09/blog-post_15.html

How come that idiot's rich and I'm not?



วันนี้ นั่งอ่านหนังสือ "รวยได้ไม่ต้องเอาถ่าน" (How come that idiot's rich and I'm not?) เขียนโดย Robert Shemin เพิ่งไปซื้อมาเมื่อวานซืนนี้เอง

หนังสือเล่มนี้สนุกดี มีแนวคิดพลิกกลับตาลปัตรต่อมุมมองที่มีต่อชีวิตและการเงิน ชนิดที่หลายๆคนคงอ้าปากค้างร้องเหวอ กันเลยทีเดียว

เมื่ออ่านมาเพียงไม่กี่หน้าและทดลองตอบคำถามไม่กี่ข้อตามแบบฝึกหัดในหนังสือ ฉันก็พบว่าสภาพของฉันในตอนนี้นี่มันช่างตรงกับพวก "เถรตรงถังแตก" เสียจริง พวกนี้จะทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง พยายามทำทุกอย่างให้ถูกต้อง และทำให้ดีตามมาตรฐานที่วางไว้ คิดอยู่ในกรอบไม่กล้าล้ำเส้นใดๆ เพราะเชื่อว่านั่นคือหนทางเดียวที่นำสู่ความดีงามและความสำเร็จ พวกนี้ทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา (และจะรู้สึกผิดหากปล่อยเวลาให้อยู่ว่างๆโดยไม่ทำอะไร รวมทั้งลงโทษเฆี่ยนตีตนเองเมื่อไม่สามารถทำงานได้ตามมาตรฐานที่วางไว้)

แต่แม้จะใช้ ความพยายามยิ่งยวดเพียงไรก็ตาม กระนั้นพวกเถรตรงถังแตก ก็ไม่เคยที่จะสามารถสัมผัสได้ถึงความสุขความอิ่มเอมใจได้อย่างแท้จริงและ เต็มที่เลยสักครั้ง เพราะพวกนี้มักจะคิดกังวลถึงปัญหาและอุปสรรคและความไม่แน่นอนต่างๆในอนาคต อยู่เกือบตลอดเวลา พวกเถรตรงและถังแตกคือพวกที่พยายามว่ายทวนต้านกระแสแห่งความอุดมสมบูรณ์ของ ชีวิต หรือไม่ก็พยายามเกาะยึดรากไม้ริมตลิ่งอยู่อย่างแข็งขันและดื้อดึง ในขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามวนเวียนอยู่ในหัวว่า ทำไมชีวิตฉันถึงต้องพยายามทำอะไรบางอย่างที่เหนื่อยยากลำบากขนาดนี้ด้วย ทำไมเพียงแค่การมีชีวิตอยู่ให้ดีอย่างที่ควรจะเป็นมันถึงได้ช่างยากเย็นขนาด นี้

ในขณะที่พวก "ไม่เอาถ่านผู้มั่งคั่ง" กลับมองชีวิตต่างออกไป เปิดรับและอิ่มเอมกับทุกอณูของความสุขในชีวิตอย่างที่ไม่ต้องดิ้นรนพยายามมากเท่าพวกเถรตรงถังแตก

มุม มองอันแสนจะพิสดารกลับตาลปัตรของพวกไม่เอาถ่านผู้มั่งคั่งในหนังสือเล่มนี้ ได้สะท้อนถึงหลักการและความเชื่อต่อชีวิตและจักรวาลที่สำคัญบางอย่าง ซึ่งใครๆหลายคนอาจจะหลงลืมไป

หลักการที่่ว่านั้นก็คือ
๑. แท้จริงแล้วหลักการแห่งความมั่งคั่ง ไม่ได้เกี่ยวกับเงิน แต่มันเกี่ยวกับเวลาและชีวิต
๒. เงินเป็นสิ่งที่จักรวาลจัดสรรมาให้ เป็นการกระทำของจักรวาล และจักรวาลนี้มั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์อย่างไม่มีขีดจำกัด

หมาย เหตุ เพิ่งอ่านมาได้ห้าสิบกว่าหน้า หลักการแค่สองข้อนี้คือสิ่งที่ได้รับจากห้าสิบกว่าหน้าที่ว่า (จริงๆแล้วยังมีอีกหลายข้อ แต่สองข้อนี้โดนใจมักๆ)

หลัก การทั้งสองข้อเป็นสิ่งที่ฉันเชื่ออยู่ลึกๆมานานแล้ว แต่บางครั้งก็หลงทางปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามสิ่งที่สังคมบอกว่าควรจะเป็น แทนที่จะให้มันเป็นไปตามสิ่งที่ฉันต้องการจะเป็น เช่นว่า ดิ้นรนสมัครงานในองค์กรใหญ่ที่มั่นคงและมีชื่อเสียง เพื่อมีรายได้ประจำที่มั่นคง ได้รับการยอมรับ ได้รับเกียรติและชื่อเสียงจากการทำงานในองค์กรนั้นๆ และจะได้สามารถเป็นที่มาของการหาซื้อบ้านและรถ และทรัพย์สินอื่นๆที่ต้องการและอย่างได้ แต่นั่นก็ต้องแลกกับอิสรภาพ และทางเลือกอื่นๆที่เป็นไปได้ของชีวิต แลกกับการที่จะได้มีประสบการณ์ที่ไพศาลกว่า ลึกซึ้งกว่าในการใช้ชีวิตและการทำงาน

อืม...แต่ลองมาดูกันหน่อยสิว่าฉันได้รับอะไรดีๆบ้างจากองค์กรนี้ (แทนที่จะนั่งพร่ำบ่นถึงสิ่งที่ไม่ชอบใจ ไม่พอใจ)
แน่ นอนฉันได้รับสิ่งดีๆมากมายจากองค์กรนี้ ได้ทำงานกับเจ้านายและเพื่อนร่วมงานมีเมตตา มีจิตใจที่เปิดกว้างและรับฟัง ฉันรู้สึกขอบคุณเจ้านายและเพื่อนร่วมงานเหล่านั้นอยู่จนถึงนาทีนี้ เป็นความรู้สึกสำนึกขอบคุณต่อโอกาส มิตรภาพและน้ำใจที่ได้รับจากทุกคน

ฉัน ได้รับโอกาสไปเรียนต่อ ป.โท ต่างประเทศด้วยทุนทางการศึกษาที่ส่งมาให้อย่างง่ายดาย ได้รับประสบการณ์อันล้ำค่าและน่าประทับใจจากครูบาอาจารย์และเพื่อนที่ร่วม เรียนด้วยกัน เป็นโอกาสอันล้ำค่าและเป็นความประทับใจที่คงจะไม่มีวันลืม รู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณน้ำใจจากครูและเพื่อนทุกๆคนที่ดูแลฉันเป็นอย่างดี ตลอดระยะเวลาที่เรียน ขอบคุณทุกๆคนมากๆ

ฉันได้ทำงานที่มีคุณค่าและ ได้มอบสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก ได้รับการยอมรับและการนับถือ หรือกระทั่งคำชื่นชมจากหลายคน (นั่นเป็นสิ่งที่ฉันปรารถนา) รู้สึกได้ว่าตนเองมีคุณค่าบางอย่างจากงานที่ทำ

ฉัน สามารถอาศัยชื่อเสียงและความมั่นคงขององค์กรกู้เงินซื้อบ้านอย่างที่อยากจะ ได้ บ้านมีบริเวณสำหรับปลูกต้นไม้และทำสวน อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี สะอาด สงบและมีเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร

(ดูสิ ไม่ว่าฉันจะพร่ำบ่นเช่นไร ชีวิตก็มีเรื่องให้ขอบคุณได้เสมอ)

แต่กระนั้น มันก็ยังคงมีบางอย่างที่ปรารถนายิ่งไปกว่านี้ นั่นคือ

การ ได้ทำงานที่ฉันสามารถเป็นนายของเวลา สามารถมีเวลาที่จะทำในสิ่งที่ปรารถนา เวลาสำหรับการเดินทางพักผ่อนหรือทำงานที่รัก เวลาที่เลือกได้เองว่าจะทำอะไรเมื่อไหร่ ตอนไหน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการตอกบัตรเข้า-ออกงานตรงเวลา การมาสาย การถูกตำหนิใดๆ ฉันต้องการงานที่ให้เวลาต่อปรับตัว และยืดหยุ่นกับความต้องการทางจิตใจและทางกาย งานที่เอื้อต่อการเติบโต และให้เสรีภาพที่จะได้เลือก

งานที่มีคุณค่าช่วยให้ผู้คนได้เติบโตและ ค้นพบความสุข ศักยภาพภายในตนเองได้อย่างแท้จริง และแน่นอนเป็นงานที่ฉันรักที่จะทำอย่างสุดจิตสุดใจ สนุกกับมันได้ตลอดเวลา โดยไม่คิดว่า "นี่คือสิ่งที่ฉันต้องทำ..." แต่คิดและรู้สึกอย่างเต็มที่ว่า "นี่คือสิ่งที่ฉันรักที่จะทำ..." เมื่อเราได้สร้างสรรค์และมอบของขวัญที่เรามีให้แก่โลกใบนี้อย่างสุดใจ (passionately give our gifts/presents to the others in this world) ความมั่งคั่่งต่างๆก็จะหลั่งไหลเข้ามาเองอย่างไม่สิ้น


แน่นอนฉัน ชมชอบความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์ในชีวิตอย่างยิ่งยวด เพราะมันนำพาความอิ่มเอมใจบางอย่างมาให้ และมันหมายถึงการที่เราสามารถให้สิ่งที่เรามีออกไปได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน สำหรับฉันแล้วการมีเงินหรือความมั่งคั่งไม่ใช่ความบาปผิดอันใด เงินและความมั่งคั่งเหล่านี้คืออุปกรณ์หรือเครื่องมือที่จักรวาลส่งมอบมาให้ เพื่อให้เราสามารถใช้มันสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่าให้เกิดขึ้นได้บนโลกใบนี้

ฉัน เชื่ออยู่เสมอว่า เงินเป็นภาพสะท้อนถึงสภาวะจิตของเรา กระแสการเงินที่ขัดสนสะท้อนถึงสภาวะจิตใจที่ขาดแคลน และขัดสน ฉันใดก็ฉันนั้น กระแสการเงินที่มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ก็สะท้อนถึงสภาวะจิตใจที่มั่งคั่งอุดม สมบูรณ์ด้วยเช่นกัน จักรวาลจะส่งมอบเงินและความมั่งคั่งมาให้มากเท่าที่เราจะเปิดรับได้ ตามสภาวะจิตใจของเราเอง เพราะจักรวาลนั้นมั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และจักรวาลนั้นพร้อมที่จะให้เราอย่างเต็มที่อยู่แล้วตลอดเวลา ตลอดมา


เมื่อ ลองแหงนหน้ามองดูท้องฟ้า ยามค่ำคืน เราจะพบว่ามีดวงดาวนับแสนๆล้านๆ ดวง กระจายตัวมากมายอยู่ในจักรวาลนี้ นั่นคือทรัพย์สมบัติทั้งหมดอันประมาณมิได้ที่จักรวาลสร้างขึ้น และการสร้างนั้นดำเนินไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หากจะเปรียบกันแล้วโลกเป็นเพียงแค่เศษผงฝุ่นเล็กๆในจักรวาล (มนุษย์เปรียบเหมือนเชื้อไวรัสที่เกาะอาศัยเศษฝุ่นเม็ดนั้นเพื่อดำรงชีวิต อยู่--อาจจะเป็นการเปรียบที่โหดร้ายไปสักหน่อย) ที่ได้รับความรักและการดูแลอย่างไม่มีประมาณจากจักรวาลไม่แตกต่างจากดาวดวง และสรรพสิ่งอื่นใด
เพราะฉะนั้นจะนับประสาอะไรกับ เงินซึ่งเป็นเพียงแค่หนึ่งในพันล้านของเศษเสี้ยวแห่งความมั่งคั่งอันไพศาล ของจักรวาลนี้ ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์มหาศาลอื่นๆที่จักรวาล ได้สรรสร้างไว้อย่างไร้ขอบเขต เพราะฉะนั้นมันง่ายมาก (ง่ายเสียยิ่งกว่าการกระพริบตาเสียอีก) ที่จักรวาลจะส่งมอบเงิน ความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์ซึ่งมีอยู่แล้วตลอดเวลาเข้ามาสู่ชีวิตของเรา เพียงแต่ขอให้เราพร้อมที่จะเปิดรับเท่านั้น

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะเปิดรับและสัมผัสกับความมั่งคั่งและอิ่มเอมใจในชีวิตเสียที?
http://athitha.blogspot.com/2009/06/how-come-that-idiots-rich-and-im-not.html

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552

วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Muppet Treasure Island (1996)

Pineapple Express (2008)

The Presidio (1988)

Disaster Movie (2008)

Step Brothers (2008)

American Heart (1992)

Immediate Family (1989)

The Cable Guy (1996)

The Stepford Wives (2004)

Across the Universe (2007)

War, Inc. (2008)

War, Inc. (2008)

You've Got Mail (1998)

Nowhere to Run (1993)

Bruce Almighty (2003)

Like A Dragon (2007)

Mary Reilly (1996)

The House of the Spirits (1993)

Fight Club (1999)

Before and After (1996)

Jury Duty (1995)

Back to the Future (1985)

102 Dalmatians (2000)

Brainscan (1994)

101 Dalmatians (1996)

Flawless (2007)

The Paper (1994)

Willy Wonka & the Chocolate Factory (1971)

Splash (1984)

Animal Factory (2000)

Mail Order Bride (2008)

Ace Ventura: Pet Detective (1994)

Dangerous Liaisons (1988)

Dumb & Dumber (1994)

Reversal of Fortune (1990)

Detroit Rock City (1999)

The Truman Show (1998)

American History X (1998)

Beverly Hills Chihuahua (2008)

Dark Is Rising (2007)

Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004)



Eternal Sunshine of the Spotless Mind .. ตีแผ่เนื้อเรื่อง + เล่าถึงดีวีดี + เพิ่มเติม

ตีแผ่เนื้อเรื่อง
อ่า.. มาตามคำเรียกร้องครับ หนึ่งอาทิตย์พอดี อิอิ นานหน่อยไม่ว่ากัน
คนที่ยังไม่ได้ดู แนะนำให้อ่าน blog ก่อนหน้านี้ครับ
ผมจะเขียนละเอียดพอสมควร สำหรับคนที่ดูแล้ว
จะได้เรียบเรียงเหตุการณ์ได้ชัดเจนมากขึ้น

ผมเรียงโดยอาศัย
1.สีผมนางเอกครับ ในเรื่องจะเห็นว่าเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามลำดับนี้
เขียว >> แดง >> ส้ม >> น้ำเงิน
2.เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมองของโจเอล
จำได้มั้ยครับว่า การลบความจำจะเริ่มลบจาก ความจำล่าสุด
ถอยกลับไปหาความจำก่อนหน้า ลบไปเรื่อยๆ จนหมด
ผมจะเล่าสองเหตุการณ์ควบคู่กันไปนะครับ
ปล.ถ้ามีข้อผิดพลาดต้องขออภัยด้วยครับ

เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในอดีต // เหตุการณ์ในสมองของโจขณะลบ
หมายเหตุ เหตุการณ์ของ เคล็มกับแพทริค , แมรี่ ดร.โฮเวิร์ดและสแตน
เรียงตามลำดับแล้ว ขอละไว้ละกันครับ

ส่วนวิธีอ่านไม่ยากครับ อ่านจาก 1 ถึง 35 เอาล่ะ..เริ่มเลยดีกว่า
- - - - -

ผมสีเขียว
1. โจและเคล็มรู้จักกันที่งานเลี้ยง // 31. โจและเคล็มใช้เวลาที่เหลืออยู่สุดท้ายอยู่ด้วยกัน เคล็มบอกให้เจอที่มอนทอค

ผมสีแดง
2. โจไปหาเคล็มที่ร้านหนังสือ // 30. โจและเคล็มเริ่มยอมรับความจริงว่าต่อต้านการลบความทรงจำไม่ได้
3. โจกับเคล็มไปงานฉลองที่ถนน
4. โจกับเคล็มดูหนังในรถ // 29. โจหนีไม่พ้น เปลี่ยนไปซ่อนตอนเด็กที่ทุบนก
5. โจกับเคล็มนั่งคุยกันบนโซฟา // 28. เคล็มให้โจนึกถึงเหตุการณ์อื่นๆ เพื่อจะหนีการลบความทรงจำ โจย้อนกลับไปเมื่อ4 ขวบ
6. โจกับเคล็มไปเที่ยวบนภูเขา // 27. โจขอโทษเคล็มเรื่องลบความจำ โจลืมตาตื่นได้สั้นๆ
7. โจกับเคล็มขึ้นรถไฟไปเยี่ยมคุณยาย // 26. โจพาเคล็มหนีจากสถานี
8. โจกับเคล็มนอนอยู่บนแม่น้ำชาร์ลสที่เป็นน้ำแข็ง // 25. โจเสียดายความทรงจำ แต่เลิกการลบไม่ได้
9. เคล็มเล่าเรื่องที่ตอนเด็กขี้เหร่

ผมสีส้ม
10. เคล็มเปลี่ยนสีผมเป็นสีส้ม
11. โจกับเคล็มไปกินข้าวที่ร้านกัง
12. โจเขียนไดอารี่เรื่องความสัมพันธ์
13. เคล็มอยากรู้จักโจมากกว่านี้และต่อว่าว่าเขาไม่จริงใจ
14. โจกับเคล็มทะเลาะกันเรื่องมีลูก
15. เคล็มออกไปเที่ยวกลางคืน โจแกล้งตาย
16. โจกับเคล็มนั่งกินบะหมี่บนโซฟา // 24. โจได้ยินเสียงแพทริคกับสแตน
17. เคล็มกลับจากเที่ยว ทำรถโจบุบเพราะเมา เคล็มเลิกกับโจ และลบโจจากความจำ // 23. โจตามไปบอกว่า เขาจะลบเธอออกบ้าง

ผมสีน้ำเงิน
18. โจซื้อของขวัญไปง้อ แต่เคล็มไม่รู้จักโจ เคล็มสนิทกับแพทริค
19. โจคุยกับพี่ชาย โจอ่านจม. รู้ความจริงเรื่องเคล็มลบความจำ
20. โจไปหาดร.โฮเวิร์ด ถามเรื่องจม. และขอลบความจำบ้าง
21. โจเก็บของ เริ่มขั้นตอนการลบ บันทึกเรื่องลงเทป สร้างแผนที่ในสมอง // 22. โจรู้สึกตัวว่าอยู่ในสมองของตัวเอง เห็นตัวเองในเครื่องสแกน
32. วาเลนไทน์ปี 2004 โจตื่นขึ้นมาหลังเสร็จขั้นตอน เห็นรถบุบ ไปมอนทอค เจอเคล็มที่ชายหาด
33. เคล็มนัดโจฮันนีมูนบนน้ำแข็ง โจขับมาส่งเคล็ม แพทริคแปลกใจที่เห็นโจ
34. โจกับเคล็มได้เทปจากแมรี่ ทั้งคู่รู้ว่าเคยคบกันมาก่อน
35. โจกับเคล็มตัดสินใจเริ่มต้นความสัมพันธ์อีกครั้ง

เล่าถึงดีวีดี
ดีวีดีนี้เป็นแผ่นโซน 5 ครับ ภาพเต็มจอ ชัดกว่าในโรงมากๆ เลยครับ
แต่เสียดายนึดนึงตรงไม่มีของแถมเลย ไม่เป็นไรครับ ความประทับใจจากหนังก็เยอะพอแล้ว..

เพิ่มเติม
- หนังเรื่องนี้ทำให้คลีเมนไทน์ (Kate Winslet) เข้าชิงดารานำหญิงยอดเยี่ยม จากเวทีออสการ์
แม้จะผิดหวัง แต่รางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมก็ตกเป็นของหนังเรื่องนี้ ต้องยกนิ้วให้ชาร์ลี คอฟแมน คนเขียนบทครับ
- มอนทอค สถานที่สำคัญของเรื่องอยู่บนเกาะลอง ไอแลนด์ (Long Island) ในรัฐนิวยอร์กครับ
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mintada&month=03-2005&date=20&group=1&gblog=7

Fled (1996)

สยองสองบุคลิก

ผมรู้สึกว่าพักนี้ blog ของเราจะแก่การเมืองไปสักหน่อย จึงจะขอเขียน entry เรื่องบันเทิงเสียบ้าง

มีหนังเรื่องหนึ่งซึ่งชื่นชอบมานานแล้ว หนังเรื่องนี้ชื่อ Mary Reilly นำแสดงโดยจูเลีย โรเบริ์ตส์ และจอห์น มาลโควิช

หนังเรื่องนี้สร้างจากวรรณกรรมคลาสสิกเรื่อง Dr.Jekyll And Mr.Hyde ตัวเอกของเรื่องคือด๊อกเตอร์แจ๊คเคิลนั้นมีบุคลิกขี้อาย สุภาพอ่อนหวาน เป็น "เจ๊นเต้อแมน" สไตล์อังกฤษแท้ๆ ปมเรื่องที่สำคัญคือเขาได้ทำการทดลองคิดน้ำยาที่สามารถดึงตัวตนที่เป็น "ด้านมืด" ของเขาออกมา เป็นตัวตนที่เขาตั้งชื่อว่ามิสเตอร์ไฮด์ (น่าสังเกตว่าชื่อ Mr.Hyde นั้นพ้องกับคำว่า hide ที่แปลว่า "ซ่อนเร้น" ซึ่งโยงถึงตัวตนอันปิดบังของด๊อกเตอร์แจ๊คเคิล)

ตรงกันข้ามกับด๊อกเตอร์แจ๊คเคิล มิสเตอร์ไฮด์มีบุคลิกที่ก้าวร้าว กักขฬะ โหดร้าย และเขาจะก่อการฆาตกรรม ซึ่งจะเป็นโครงเรื่องที่สำคัญอันหนึ่งของวรรณกรรมเรื่องนี้

ตัวตนที่เปิดเผย และตัวตนที่แฝงเร้นเก็บกด นั้นสอดรับกับทฤษฎีจิตวิเคราะห์ที่ว่าภายใต้หน้ากากของมนุษย์ที่นึกว่าตน เป็นคนมีเหตุผล มีอารยะ มีศาสนา ย่อมเป็นที่ซ่อนเร้นของความปรารถนาอันดำมืด ที่พร้อมจะปรากฏตัวออกมาเสมอเมื่อสภาพแวดล้อมอำนวย

เป็นอันว่ามนุษย์ทุกคนย่อมมี "มิสเตอร์ไฮด์" อยู่ในตัวทุกคน

ประเด็นเรื่อง "ทวิลักษณ์แห่งบุคลิกภาพ" (duality of personality) นี่เองที่ทำให้วรรณกรรมเรื่องนี้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์อยู่หลายหน จนกระทั่งถึงเวอร์ชั่นจูเลีย โรเบริ์ตที่เรากำลังจะพูดกันใน entry นี้

สิ่งที่ทำให้เวอร์ชั่นนี้แตกต่างจากกับเวอร์ชั่นอื่นก็คือบทที่จูเลีย โรเบริ์ตได้รับนั่นแหละ เธอได้รับบทเป็นคนใช้ในบ้านของด๊อกเตอร์ แจ๊คเคิล และหนังจะ focus มาที่เธอ ไม่ใช่ด๊อกเตอร์

หนังเวอร์ชั่นนี้กล่าวถึงอดีตอันขมขื่นของสาวใช้ว่า เธอเคยถูกพ่อแท้ๆข่มขืน แต่ขณะเดียวกันเมื่อโตขึ้นเธอยังฝันถึงพ่ออยู่ตลอดเวลา ซึ่งแน่นอนฝันนั้นย่อมเป็นฝันร้าย

ในทัศนะของผม หนังเวอร์ชั่นนี้ได้สอดใส่ประเด็นทางจิตวิเคราะห์เพิ่มเข้ามาอีกประเด็นนั่น คือประเด็น "ปมรักพ่อ" ซึ่ง - ตามทฤษฎีของ Freud - มีอยู่ในเด็กผู้หญิงทุกคน

ตามทฤษฎี เด็กผู้หญิงทุกคนจะเห็นพ่อเป็น lover (ชู้รัก) เด็กปรารถนาจะครอบครองพ่ออย่างคนรัก แต่ต่อมาเธอจะเก็บกดความปรารถนานี้ไว้ในจิตไร้สำนึก และพัฒนาความรู้สึกเชิงชู้สาวให้กลายเป็นความรู้สึกแบบ "ลูกรักพ่อ" ตามปรกติ อนึ่ง เมื่อความรู้สึกเชิงชู้สาวที่มีต่อพ่อถูกเก็บกดลงไปในจิตไร้สำนึกแล้ว ในระดับจิตสำนึก (ที่ตอนนี้ถูกโปรแกรมแล้วว่าต้องรักพ่ออย่างผู้ปกครองไม่ใช่ชู้รัก) ระบบจิตใจมันจะต้านความรู้สึกเดิมๆ (รักพ่อเยี่ยงชู้) ให้กลายเป็นสิ่งน่ารังเกียจ ขยะแขยง สกปรก ผิดศีลธรรม

ไม่เชื่อลองไปบอกผู้หญิงคนหนึ่งสิว่า "ครั้งหนึ่งคุณเคยอยาก make love กับพ่อของคุณ" ก็จะได้คำตอบกลับมาว่า "ไอ้ทุเรศ ! พูดออกมาได้ เลอะเทอะ !"

ต้องเข้าใจว่า ความรู้สึกที่ถูกเก็บกดมันไม่ได้หายไปไหน แต่มันรอวันที่จะโผล่กลับเข้ามาในจิตสำนึกอีก สำหรับผู้หญิงปรกติ เธอจะถ่ายโอนความรู้สึกเก็บกดดังกล่าวมาสู่คนรักในชีวิตของเธอ ด้วยเหตุนี้ ผู้หญิงจึงมักเลือกคนรักที่มีลักษณะคล้ายพ่อของเธอ

ตัวละครแมรี่ ไรลี่เป็นสัญลักษณ์ของความรู้สึกแบบทวิลักษณ์ที่ผู้หญิงทุกคนมีต่อพ่อ

ขอเพิ่มเติมเล็กน้อยว่า ที่พ่อข่มขืนแมรี่นั้นเพราะพ่อเมา สำหรับแมรี่เหล้าคือสิ่งที่เปลี่ยนพ่อจากพ่อที่แสนดีกลายเป็นพ่อผู้ชั่วร้าย

ซึ่งนั่นสอดคล้องกับด๊อกเตอร์แจ๊คเคิลกับมิสเตอร์ไฮด์ ความดี/ความเลว ที่สามารถสลับกันได้ด้วยฤทธิ์ของ "น้ำ" (น้ำยาทดลอง/เหล้า)

แมรี่ให้ความเคารพด๊อกเตอร์เจ้านายผู้แสนสุภาพ แต่เธอก็ไม่ได้ตอบสนองเจ้านายผู้ซึ่งหลงรักเธอ

ขณะเดียวกัน เธอหวาดกลัว ขยะแขยงมิสเตอร์ไฮด์ แต่ก็มีท่าทีหลงเสน่ห์ชายกักขฬะนี้อยู่ลึกๆ

ซึ่งนั่นสะท้อนความสัมพันธ์ของเธอกับพ่อในวัยเด็ก

ยามพ่อไม่เมา พ่อคือคนดี แต่พ่อก็คือพ่อ เธอไม่ได้รักอะไรไปมากกว่านั้น ทั้งยังรังเกียจความคิดที่ว่าพ่อจะสามารถปู้ยี่ปู้ยำเธอได้

ยามพ่อเมา พ่อคืออีกคน ที่เธอไม่อยากจจะจดจำ แต่ก็ "ฝันถึง" อยู่บ่อยๆ

หนังเรื่องนี้กำลังบอกเราว่านอกจากมนุษย์ทุกคนจะมี มิสเตอร์ไฮด์อยู่ในตัวแล้ว สิ่งที่เรานึกว่ารักมากๆ ยังอาจแฝงไปด้วยความรังเกียจ สิ่งที่นึกว่ารังเกียจเราอาจปรารถนาอยู่ลึกๆ ต่อพ่อแม่ที่เราเคารพรัก เราอาจซ่อนความรู้สึกเชิง incest (สมสู่ในสายเลือด) และในความรู้สึกรังเกียจ incest เราอาจถวิลหามันอยู่ตลอดเวลา

มนุษย์มี 2 ตัวตนเสมอ

ไม่งั้น สมัคร สุนทรเวชที่เคยขวาจัดในอดีต วันนี้จะมาจูบปากกับซ้ายจ๋าอย่างหมอเลี้ยบได้หรือ ?

ว่าจะไม่ตวัดเข้าการเมืองแล้วเชียว

ตัวตนที่แฝงเร้นมันพาไปน่ะครับ ขออภัย

เป็นดุจคนที่เราเกลียดชัง

มนุษย์มีวิธีสร้างตัวตน (ego) หลายแบบ หนึ่งในกระบวนการนั้นคือกระบวนการ identification

Identificatin อาจแปลอย่างลวกๆได้ว่า "กระบวนการเอาตนเข้าทาบกับแม่แบบ" หมายความว่ามนุษย์มีวิธีการสร้างตัวตน โดยยึดบุคคลอื่นเป็นแม่แบบ แล้วพยายามทำตนให้เหมือนบุคคลนั้น

ตัวอย่างง่ายๆ เด็กชายอาจมีพ่อเป็นแม่แบบ เด็กจะ identify ตัวเองกับพ่อโดยพยายามเลียนแบบบุคลิกของพ่อจนกลายเป็นตัวตนหนึ่งของเด็ก

หรือวัยรุ่นอาจมีดารานักร้องเป็นแม่แบบ แล้ว identify ตัวเองกับแม่แบบนั้น

โดยทั่วไป Identification จะเป็นเรื่องในระดับจิตสำนึก (คือเรา "รู้ตัว" ว่าเรากำลังเลียนแบบใคร ทำไม) และกระบวนการนี้มี "ความรัก" เป็นรากฐานที่สำคัญ (เราย่อมเลียนแบบบุคคลที่เรารัก เคารพ ศรัทธา)

ทว่า จิตใจมนุษย์ยังซับซ้อนไปมากกว่านั้น กล่าวคือ มนุษย์สามารถ identify ตนเองกับคนอื่น โดยไม่รู้ตัว พูดอีกอย่างคือ identication สามารถเกิดขึ้นในระดับจิตไร้สำนึกล้วนๆ (unconscious identification)

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยเหตุว่าเราสามารถเลียนแบบผู้อื่น ทั้งๆที่เราก็ไม่รู้ตัวว่าเรากำลังเลียนแบบอยู่ กระบวนการ identification สามารถมี ความเกลียดชัง เป็นรากฐาน หมายความว่า มนุษย์นอกจากเลียนแบบบุคคลที่รักแล้ว ยังสามารถมีบุคคลที่เกลียดชังเป็นแม่แบบได้อีกด้วย

รายละเอียดเรื่องนี้มีมาก ซึ่งจะไม่กล่าวในที่นี้เพราะจะทำให้ entry นี้ยาวเกินความจำเป็น (ที่จริงที่เขียนๆมาทั้งหมดก็ไม่จำเป็น - ใครไม่รู้เรื่องเหล่านี้ก็สามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้อย่างมีความสุข) แต่ note ในที่นี้เล็กน้อยว่า ความรักกับความเกลียดนั้นมีรากในจิตใจเดียวกัน สิ่งใดเกิดเพราะความรักได้ ก็เกิดด้วยความเกลียดได้

จะขอยกตัวอย่างด้วยหนังเรื่อง Hannibal Rising ที่ได้โพสต์โปสเตอร์ไว้ข้างบนของ entry ซึ่งในทัศนะของผม หนังเรื่องนี้มีประเด็นเรื่อง identification ด้วยความเกลียดชัง เป็นประเด็นสำคัญมากประเด็นหนึ่ง

ใครที่เคยดูหนัง 4 ภาคเรื่องนี้จะทราบดีว่า Hannibal Lecter คืออาชญากรอัจฉริยะ ผู้มีลักษณะเฉพาะคือ เวลาฆ่าใครแล้วจะกินเหยื่อของตน (ประเด็นเรื่อง oral complex เป็นประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งของหนังเรื่องนี้ ซึ่งจะขอเล่าในโอกาสต่อไป)

Hannibal Rising จะพาเราย้อนไปสู่วัยเด็กของอาชญากรอัจฉริยะผู้นี้ เพื่อสืบหาต้นตอว่าเหตุใดเขาจึงโตขึ้นมาแล้วมีพฤติกรรมก้าวร้าวทางปาก (oral agressive - ในที่นี้คือการกินเหยื่อ) ซึ่งน่าจะมีใครสร้างหนัง Samak Rising หรือ "กำเนิดสมัคร" อะไรทำนองนั้นบ้าง

พูดโดยสั้นๆ คือฮันนิบาลต้องพบประสบการณ์อันขมขื่น เมื่อเขาได้เห็นโจรที่บุกมาปล้นบ้าน กินน้องสาวของเขาไปต่อหน้าต่อตา

ฮันนิบาลโตขึ้นและตามล่าล้างแค้นโจรเหล่านั้น ทุกครั้งที่เขาฆ่าเหล่าโจร เขาจะกินพวกมันเสีย

Climax ของเรื่องอยู่ที่ตอนท้าย เมื่อฮันนิบาลกำลังจะฆ่าผู้ที่เป็นหัวหน้าโจร แล้วหัวหน้าโจรเฉลยว่า ฮันนิบาลเองก็ได้กินน้องสาวตัวเองไปด้วยเหมือนกัน

ตลอดทั้งเรื่องฮันนิบาลจะจำไม่ได้เลยว่าเขาได้กินน้องตัวเองไป ในแง่ของจิตวิเคราะห์ นี่คือกระบวนการเก็บกด คือการพยายามลืมเหตุการณ์ที่ไม่อยากจดจำ โดยฝังมันไว้ในจิตไร้สำนึก

ที่สำคัญ ตลอดเวลา เขาไม่รู้ตัวเลยว่า ที่เขาเกิดรสนิยมพึงพอใจที่จะทำร้ายผู้คนด้วยการกินนั้น แท้จริงแล้ว เขากำลัง identify ตัวตนของเขากับเหล่าโจรที่เขาเกลียดชัง

เปิดวงเล็บไว้เล็กน้อยว่า ในจิตใต้สำนึก การเลียนแบบกับการกินนั้น เป็นสิ่งที่ link กันอยู่ เราเลียนแบบใครก็เท่ากับเรากำลัง "กลืน" ตัวตนของคนนั้น หนังเรื่อง Hannibal Rising แทบจะนำทฤษฎีนี้มาประยุกต์ตรงตามตัวอักษรเลยทีเดียว นั่นคือ ฮันนิบาล "เลียนแบบ" คนที่เขาเกลียด (ในระดับไม่รู้ตัว) โดยการกินคนเหล่านั้น (ในระดับที่รู้ตัว)

เขียนมาถึงบรรทัดนี้เพื่อสรุปว่า คนเราสามารถเป็นดุจคนที่เราเกลียดชังได้

ฉะนั้น อย่าได้สงสัยว่าทำไมหมู่นี้ ผมถึงได้เขียนอะไรทะลึ่งตึงตัง (แม้จะไม่ถึงกับใช้คำว่า "เสพเมถุน") และบางครั้งอาจนั่งทำจมูกบานเข้าบานออก

ผมอาจ "กิน" ตัวตนของใครบางคนที่ผมเกลียดชังอยู่โดยไม่รู้ตัวก็ได้

ชิมไปบ่นไปครับ

http://artandying.exteen.com/category/Movie/page/2

The Machine Girl (2008)

ด้วยเกล้า (2530)