แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ knowlege แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ knowlege แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

[[ส ร ร ส า ร ะ]] ฉบับ 4 ....10 ประการ เพื่อเร่งการเผาผลาญอาหาร

กลับมาอีกครั้งค่าาาาา ^^
ไปอ่านบทความกันเลยนะคะ....

แซ น วูดเวอร์ด ผู้มีบทความทางวิชาการเกี่ยวกับสุขภาพมากมาย รวมทั้งยังทำงานให้กับองค์กรเพื่อสุขภาพไม่หวังผลกำไรอย่างอเมซอน โพรมิสและเป็นนักเขียนประจำอยู่ในหนังสือพิมพ์ลอส แอนเจลิส ไทม์ได้แนะนำว่า ไม่ว่าคุณจะพยายามลดน้ำหนักหรือแค่ปรับตัวให้พร้อมรับมือ กับการทำงานของระบบการเผาผลาญที่ช้าลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ต่อไปนี้ล่ะคือวิธีที่ได้ผลแน่นอนในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบนี้ และช่วยให้มีร่างกายสมส่วน


1. พยายามสร้างมวลกล้ามเนื้อ

ดังเช่นที่กล่าวไว้แล้วเมื่อตอนต้น ว่าระบบการเผาผลาญจะทำงานช้าลงเมื่อเราอายุมากขึ้น ประมาณว่ามันจะทำงานช้าลงปีละ 2 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีบางสิ่งที่คุณทำได้เพื่อต่อสู้กับธรรมชาติ ชารี ลีเบอร์แมน ผู้เขียนหนังสือชื่อ Dare to Lose ให้ความเห็นว่า "กล้ามเนื้อนี่แหละคือตัวบ่งชี้ที่ดีที่สุดถึงระบบเผาผลาญพลังงานจากอาหาร ที่คุณกินเข้าไป ชี้ให้เห็นด้วยว่าคุณเผาแคลอรี่และเผาไขมันไปได้มากน้อยแค่ไหน" เธอยังแนะนำด้วยว่าถ้าคุณต้องการจะเร่งกระบวนการเผาผลาญให้ทำงานดีขึ้น อย่างน้อยก็ควรจะยกดัมบ์เบลหรือดึงแถบยางต้านแรงอย่างน้อยสัปดาห์ละสองครั้ง เพียงเท่านี้มันก็ช่วยได้มากเลยในการเร่งกระบวนการเผาผลาญ และข่าวดีก็คือระบบเผาผลาญของคุณที่ดีขึ้นนี้ จะยังคงทำงานหนักไปได้อีกหลายชั่วโมงทีเดียว ภายหลังจากออกกำลังมาแล้ว


2. เคลื่อนไหวอยู่เสมอ

ถ้าบอกว่าต้องเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ใครๆก็รู้ แต่ก็ต้องย้ำกันไว้สักหน่อยล่ะว่าคุณควรจะเคลื่อนไหวแบบไม่ธรรมดา ด้วยการหาเวลาให้ได้สัก 30 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง เพื่อมาเดินเร็วๆ, วิ่งจ็อกกิ้ง, ปั่นจักรยาน, ว่ายน้ำหรือออกกำลังกายแบบแอโรบิกบางอย่าง ให้ได้ความถี่อาทิตย์ละ 3 ถึง 4 ครั้ง เรื่องนี้ลีเบอร์แมนคนเดิมบอกว่า "ใครๆต่างก็ไม่ชอบทำแบบนี้ทั้งนั้นแหละ แต่มันก็จำเป็นต้องทำค่ะ"


3. กินเป็นปกติ อย่าได้อดอาหารเป็นอันขาด

ลดน้ำหนักได้แต่อย่าอดอาหาร ฟังดูอาจจะเพี้ยน ๆ หน่อยสำหรับใครก็ตามที่พยายามลดน้ำหนักด้วยการกินให้น้อยๆเข้าไว้ แต่ความคิดแบบเก่า ๆ นี้กลับเป็นปัญหา ตรงที่ว่ามันกลับไปทำให้กระบวนการเผาผลาญทำงานได้ช้าลง ตามคำอธิบายของจูลี เบเยอร์ นักโภชนาการจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนซึ่งกล่าวว่า"ทุกๆเซลในร่างกายเราก็ไม่ ต่างอะไรจากหลอดไฟ เมื่อเรากินอาหารไม่เพียงพอ หรือเปรียบกับได้รับเชื้อเพลิงน้อย เซลหรือไส้หลอดก็จะไม่เผาไหม้สว่างไสว ผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์เมื่อไม่นานมานี้แสดงให้เห็นว่า การรับประทานอาหารมื้อเล็กๆห่างกัน สามถึงสี่ชั่วโมงต่อมื้อ ก็จะช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดี และช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ด้วย


4. ละเว้นน้ำตาล

แน่ล่ะ แม้จะไม่มีน้ำตาล คุณก็ยังเลือกกินอาหารอร่อยๆได้ "เพราะเมื่อใดที่คุณกินน้ำตาลเข้าไป นั่นคือระบบการเผาผลาญจะถูกเปลี่ยนไปเป็นระบบเก็บกักไขมันอย่างรวดเร็ว" ตามที่ลีเบอร์แมนพูด ในเมื่อเธอเป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องการบริโภคอาหารน้ำตาลต่ำ ด้วยหลักความคิดว่าอาหารที่เรารับประทานเข้าไปตามปกตินี้ แม้ไม่มีน้ำตาล มันก็แตกตัวออกเพื่อช่วยรักษาระดับนำตาลในเลือดอยู่แล้ว


5. ไม่อดอาหารเช้า

เป็นความจริงที่ไม่ค่อยจะมีใครคำนึงถึงเท่าไหร่เลยว่า คนที่กินอาหารเช้าที่ถูกสุขลักษณะเป็นประจำมักจะสะโอดสะองกว่าพวกที่ไม่กิน ลองคิดแบบนอกกะลากันดูหน่อยเป็นไร ถ้าหากคุณจะกินอาหารเช้าที่เป็นสลัดผักหรือว่าข้าวซ้อมมือ อาหารแบบนี้แหละที่จะช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญได้ดีนัก ทั้งยังมีเส้นใยอาหารมากกว่าอาหารประเภทอื่นด้วย


6. กินเผ็ดเข้าไว้

คงไม่ต้องถึงกับควันออกหู แต่ถ้าคุณชอบอาหารไทยอยู่แล้วก็ย่อมถือว่าเดินมาถูกทาง แม้แต่ลีเบอร์แมนเองก็ยังพูดเลยว่า"อาหารเผ็ดๆนี่แหละ ช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญดีนัก" ไม่เชื่อก็ลองสังเกตดูเถอะว่าใครบ้างในวงข้าวของคุณ ที่กินเผ็ดแล้วเหงื่อแตกพลั่กๆ นั่นแหละกระบวนการเผาผลาญของเขากำลังทำงานอย่างหนักอยู่


7. ดื่มชาเขียว

มิแชลล์ สเตรฟ ผู้ฝึกซ้อมกีฬาจากเนบราสกาให้ความเห็นว่า"มีวิธีค่อนข้างทำลายสุขภาพตั้ง หลายอย่างที่จะช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญ อย่างการดื่มกาแฟแก่ๆสักแก้ว หรือการรับนิโคตินเข้าร่างกาย แต่ดิฉันไม่ได้บอกว่าคุณต้องสูบบุหรี่นะ" แต่ลีเบอร์แมนเองก็ให้คำแนะนำที่น่าสนใจในเรื่องนี้เช่นกันว่า แทนที่จะดื่มเครื่องดื่มผสมคาเฟอีนมากๆแล้วต้องพบกับผลข้างเคียงค่อนข้าง อันตราย ก็น่าจะใช้ชาเขียวร้อนแทน ซึ่งชาเขียวที่ว่านี้จะกระตุ้นระบบเผาผลาญได้นานกว่าและมีประสิทธิภาพ มากกว่ากาแฟเสียอีก

8. อย่าลืมดื่มน้ำ

อย่าได้ละเลยการดื่มน้ำเป็นอันขาด การดื่มน้ำอยู่เป็นประจำนี้สำคัญมากกับการขับของเสียออกจากร่างกายในระหว่าง การเผาผลาญไขมัน แม้น้ำเย็นก็ยังช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญได้เล็กน้อย เนื่องจากร่างกายจะใช้ความร้อนมาเพื่อทำให้อบอุ่นขึ้น แล้วมันจะมาจากไหนล่ะถ้าไม่ใช่ระบบการเผาผลาญแล้วได้ความร้อนเป็นผลพลอยได้


9. หลีกเลี่ยงความเครียด

จงอยู่ให้ห่างความเครียดให้มากที่สุด ตามที่ลีเบอร์แมนพูดคือ"เพราะความเครียดสามารถเพิ่มน้ำหนักให้คุณได้ โดยเฉพาะไขมันตรงหน้าท้อง" ทำไมคุณลีเบอร์แมนถึงพูดเช่นนั้น ก็เพราะทั้งความเครียดทางกายและจิตใจมันจะไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารคอร์ ติโซลออกมาน่ะสิ และเพราะเจ้าคอร์ติโซลนี่มันมีอำนาจชลอกระบวนการเผาผลาญให้ช้าลงด้วย เราจึงควรทำทุกอย่างเพื่อให้ไม่เครียดหรือเครียดน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้


10. นอนหลับมาก ๆ

นักวิทยาศาสตร์ได้ทำวิจัยมาแล้วหลายครั้งในหมู่ผู้นอนหลับ พบว่าใครก็ตามที่นอนน้อยกว่าวันละเจ็ดหรือแปดชั่วโมงจะมีโอกาสน้ำหนักขึ้น ได้มาก ยิ่งกว่านั้นเราก็รู้ด้วยว่ากล้ามเนื้อจะถูกเสริมสร้างขึ้นมาใหม่ด้วยในช่วง ชั่วโมงท้ายของการนอนก่อนจะตื่น ตามคำกล่าวอ้างของเบเยอร์ ถ้าจะทำตามข้อแนะนำข้อที่ 1 ไปพร้อมๆกับข้อนี้ด้วย ก็จะช่วยได้มากในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสารลอส แอนเจลิส ไทม์ส โดย ซูแซน วูดเวอร์ด
http://www.pantip.com/cafe/woman/topic/Q8592652/Q8592652.html

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ไทยจะสร้างไฟฟ้า พลังงานนิวเคลียร์ ผมหนับหนุนแต่...

http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8588759/X8588759.html
แน่นอนว่า เราต้องหาบริษัท..ที่เชี่ยวชาญและผู้ชำนาญงานมาก่อสร้างและดำเนินงานครับ

โดย เทคโนโลยี่สมัยนี้ อุบัติเหตุเกิดยากครับ ระเบิดเชอร์นาบิลมีคนตาย(ข้อมูล จากข่าวเด่น วันนี้เอง)...มีคนตายทันที31ศพเป็นมะเร้งตายอีกไม่กี่ร้อยคน

เทียบกับการตายเกี่ยวกับอุบัติเหตุจากรถมอร์ไซร์ของไทยเราตายวันละมากกว่านีครับ ยิ่งช่วงปีใหม่/สงกรานต์ยิ่งตายมากกว่าเยอะมากๆ


ผม เห็นด้วยว่า ควรสร้าง (ที่ออกมาร้องๆ/ประท้วงกันนั้นเพราะ พวกเล่นเป่าหูกันทุกวันว่ามันอันตรายถ้ามันจริง ยุโรป/เมกามันตายไปหมดแล้วครับ)..ที่ผมบอกว่าแต่....

แต่ไทยเราทำไม่ได้ เพราะ เรามีสหภาพครับ พวกนี้ตัวถ่วง ถ้าวันดีคืนดี พ่อเล่นหยุดงานประท้วงขึ้นมา ตายครับคนไทย

พนักงานที่เข้ามาดูแลก็ไม่พ้นที่จะต้องเข้าเป้นสมาชิกสหภาพ..

นี่แหละครับ ที่ไทยยังมีไม่ได้...เพราะเรามีสหภาพที่คอยปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง...มาตลอด




ความคิดเห็นที่ 2 [ถูกใจ] [แจ้งลบ]

ผมก็หนับหนุน

แต่ต้องไม่มี "สหภาพโรงไฟฟ้านิวเคลียร์"

ไม่งั้นสหภาพบางอย่างจะกลายเป็นเรื่องขี้ๆไปเลย

ความคิดเห็นที่ 3 [ถูกใจ] [แจ้งลบ]

เทียบกับการตายเกี่ยวกับอุบัติเหตุจากรถมอร์ไซร์ของไทยเราตายวันละมากกว่านีครับ

ใช่ .... แต่ไม่มีใครอยากตายถ้าเลือกได้

ความจริง ประเทศไทย มีคนตายโดยเฉลี่ย วันละ 20,000 คน
ส่วนใหญ่นับถือศาสนา ซึ่งสอนว่า
ชีวิตเป็นไปตามกรรม ถ้าไม่ถึงที่ตายก็ไม่ตาย

อุบัตเหตเครื่องบินตก มีทุกปี ตายกันครั้งละเป็นร้อย
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ กี่ปีระเบิดสักครั้ง
ทำไมพวกต่อต้านจึงต้องกลัว กันมากมาย

คิดๆดูแล้ว พวกมันอาจไม่ได้กลัวจริง
แต่เป็นผู้ไม่หวังดีต่อชาติ ( คิดสงสัยว่า มีประเทศข้างๆ ไม่อยากให้เราได้ดี)
ค้านอย่างเดียว อะไรก็ไม่เอา
มันแปลกๆ
(คนโง่เท่านั้น ที่เป็นขนาดนั้นได้ แต่พวกมันรวมเป็นกลุ่ม ทำกิจกรรมใหญ่โต ไม่โง่แน่ๆ)

คนที่ฟังพวกนั้นแล้วกลัวตาม ควรกลับมาคิดใหม่
ตั้งสติให้ดี
ไม่งั้น คุณก็เป็นส่วนหนึ่งที่ ทำลายชาติได้

ความคิดเห็นที่ 4 [ถูกใจ] [แจ้งลบ]

การจะสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเครียร์ จะมีองค์กรระดับนานาชาติมาควบคุมตั้งแต่เริ่มดำเนินการสร้างอยู่แล้ว

และหลังจากสร้างเสร็จ องค์กรนี้จะมาคอยประเมินระดับความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา หากไม่ผ่านก็โดนปิดทันที

เพราะเขาถือว่าเรื่องนี้มันส่งผลกระทบไปทั่วโลก ไม่ปล่อยให้สร้างมั่วๆซั่วๆหรอก

สงสัยครับหลังจาก E=MC สแควร์แล้ว ไม่มีสูตรใหม่ที่เจ๋งเป้งอีกแล้วหรอ

ผมสงสัย ไอนสไตน์ ก็คิดได้นานแล้วครับ

เราเรียนสูตรนี้มานานอย่งน้อยๆ รุ่นผม ก็จะ 10 ปีละ

ทำไมไม่มีคนคิดสูตรใหม่ที่มันเจ๋งเป้งเท่านี้ได้อีกแล้วหรอครับ

ยังงี้ การพัฒนาก็ไปได้ช้าสิ ไม่มีก้าวกระโดดของเทคโนโลยีเลย

แบบนี้ความคิดที่ว่าก่อนตายจะอยู่ระหว่งโลกเทคโนเก่า

กับใหม่ คงเป็นไปได้ยาก

ปล.สงสัยคนยิวที่ว่ากันว่าฉลาดสุดในโลกตายไปหมดแล้ว
การพัฒนาเลยเป็นไปได้ช้าหรือปล่าวครับ

http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8521233/X8521233.html

ทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ มีข้อบกพร่อง

ทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ มีข้อบกพร่องอะไรครับ ที่ มาริลิน วอส บอก{แตกประเด็นจาก X8521233} vote

กระทู้นี้แตกประเด็นมาจาก X8521233

Marilyn vos Savant

IQ228
ชื่อเสียง มาริลิน ในวงการคณิตศาตร์ของเธอไม่ดีเอาเลย เป็นไม้เบื่อไม้เมา..
กับนักคณิตศาสตร์เสมอมา เธอคอยตั้งข้อสังเกตุ บทพิสูจน์ ทฤษฎีต่างๆ รวมทั้ง
ทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์แมต์ และ ทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์..

จะด้วยความอิจฉาที่ คอลัมน์ "Ark Marilyn" ของเธอ มีผู้อ่านเป็นล้านทุกสัปดาห์
หนังสือที่เธอเขียนและการถูกเชิญไปบรรยายตามที่ต่างๆ ของเธอ สามารถทำให้เธอ
ใช้ชีวิตอย่างหรูหราสุขสบาย ในขณะที่นักคณิตศาสตร์หลายคนไม่ได้เงินแม้แต่
สตางค์แดงเดียวจากหนังสือพวกเค้า

เพิ่มเติมที่มา:http://www.pantown.com/board.php?id=119&area=4&name=board1&topic=569&action=view

http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8523985/X8523985.html

โลกร้อน ตอน ความลับแตก

วันที่ 18 พ.ย. 2552 สถาบัน Hadley Climatic Research Center แห่งมหาวิทยาลัย East Anglia ซึ่งเทียบได้กับนครวาติกันของลัทธิ “มนุษย์ทำให้โลกร้อน” ถูกแฮคเกอร์ขโมยข้อมูลเป็น email ส่วนตัวของนักวิทยาศาสตร์มากกว่าพันฉบับและเอกสารมากกว่าสามพันรายการ ข้อมูลที่ถูกขโมยถูกนำไปลงไว้ที่บล็อคชื่อ The Air Vent ในรัสเซีย ที่ยอมเปิดให้ผู้ใช้จัดทำบล๊อคโดยไม่ต้องแสดงตน จากนั้นก็มีผู้อ่านที่ใช้ชื่อ Steven Mosher ดาวน์โหลดส่งต่อให้กับเวบ Climate Audit ของ Steven McIntyre นักวิทยาศาสตร์ฝ่ายค้านระดับแนวหน้า และล่าสุดก็ไปปรากฏที่เวบ What’s up with that ของ Anthony Watts เวบบอร์ดของฝ่ายค้านที่มีผู้เข้าชมมากกว่าเจ็ดหมื่นครั้งต่อวัน

มหาวิทยาลัย East Anglia ยอมรับว่ามีข้อมูลถกขโมยไปจริง ข้อมูลที่ถูกขโมยก่อให้เกิดประเด็นร้อนสุดขีดในวงการโลกร้อน เพราะในอีเมล์หลายฉบับมีข้อความอันน่าละอาย ที่บอกให้รู้ว่านักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ ทำการ “ตุกติก” กับผลการวิจัยเพื่อทำให้สภาวะโลกร้อนดูรุนแรงกว่าที่เป็นจริง รวมทั้งมีความพยายามจะซ่อนข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์หลายอย่าง

ตัวอย่าง ข้อความอันน่าละอายในเมล์ที่ถูกยกขึ้นมาประจานกันอย่างกว้างขวางคือข้อความ ของ Philip Jones ซึ่งเป็นผู้อำนวยการของสถาบัน Hadley เอง ที่ส่งถึง Michael Mann หนึ่งในคณะผู้บริหารสูงสุดของ IPCC เจ้าของกราฟ Hockey Stick ที่ลือลั่น มีข้อความว่าเขาได้ทำการตุกติกกับผลการวิจัยฉบับหนึ่ง เพื่อที่จะซ่อนการลดลง(ของอุณหภูมิ)

I've just completed Mike's Nature trick of adding in the real temps to each series for the last 20 years (ie from 1981 onwards) amd from 1961 for Keith's to hide the decline. Mike's series got the annual land and marine values while the other two got April-Sept for NH land N of 20N. The latter two are real for 1999, while the estimate for 1999 for NH combined is +0.44C wrt 61-90. The Global estimate for 1999 with data through Oct is +0.35C cf. 0.57 for 1998.

ข่าวกล่าวว่าไม่เพียงแต่เมล์เท่านั้นที่มีข้อมูลที่ น่าอับอาย เอกสารบางฉบับ เช่นที่ชื่อว่า The Rules of the Game ก็มีเนื้อหาที่น่าอับอายเช่นกัน

นักวิจารณ์คาดว่านักวิทยาศาสตร์ กลุ่มนี้จะต้องถูกรุมยำอย่างแน่นอน บางคนวิจารณ์เหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นเรื่องอื้อฉาวที่สุดของวงการวิทยาสตร์ ในยุคนี้ อย่างไรก็ตามบางคนมีความเห็นว่าความเชื่อว่า มนุษย์เป็นสาเหตุที่ทำให้โลกร้อน ได้แพร่ระบาดไปไกลมากเกินกว่าที่ข่าวการตุกติกที่อื้อฉาวนี้จะสั่นคลอนความ เชื่อของคนส่วนใหญ่ในโลกได้ แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้เกิดคำถามมากมายในวงการ วิทยาศาสตร์ถึงความน่าเชื่อถือของทฤษฎีนี้

ล่าสุด Michael Mann ออกมาอธิบายว่าคำว่า trick ในที่นี้หมายถึง a good way to solve problem ส่วน Dr. Jones ผู้อำนวยการสถาบันฯ ผู้เขียนข้อความดังกล่าว ยังหลบนักข่าวอยู่

เวบบอร์ด What’s Up With That กำลังจับประเด็นนำเสนอเรื่องราวอย่างต่อเนื่อง ติดตามได้ที่
http://wattsupwiththat.com/

ตัวอย่างเมล์ที่มีเนื้อหาน่าอับอาย ถูกคัดเลือกนำมาทำ link ไว้ในบล๊อคของ Bishop Hill
http://wattsupwiththat.com/2009/11/22/bishop-hills-compendium-of-cru-email-issues/

ตัวอย่างข่าวในต่างประเทศที่กำลังประโคมเรื่องนี้

Hadley CRU hacked with release of hundreds of docs and emails
http://www.examiner.com/x-28973-Essex-County-Conservative-Examiner~y2009m11d19-Hadley-CRU-hacked-with-release-of-hundreds-of-docs-and-emails

Climategate: the final nail in the coffin of 'Anthropogenic Global Warming'? http://blogs.telegraph.co.uk/news/jamesdelingpole/100017393/climategate-the-final-nail-in-the-coffin-of-anthropogenic-global-warming/

Hackers steal electronic data from top climate research center
http://www.washingtonpost.com/wp-dyn/content/article/2009/11/20/AR2009112004093.html?hpid=sec-nation

Hacked E-Mail Is New Fodder for Climate Dispute
http://www.nytimes.com/2009/11/21/science/earth/21climate.html?_r=1

E-mail leak turns up heat on global warming advocates
http://www.bostonherald.com/business/general/view.bg?articleid=1213483&srvc=business&position=recent

P.S. Thanks to Khun mun

กราฟ HadCRUT3 แสดงอุณหภูมิที่อุ่นขึ้นผิดปกติ (เฉลี่ยรายปี)

http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8581568/X8581568.html

กระทู้เก่า

สหรัฐไม่ลงนามในสัญญาเกียวโตเพราะทฤษฎีเรือนกระจกเป็นเรื่องเหลวไหล
http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/X3721530/X3721530.html

โลกร้อน..เรื่องเล็ก
http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2007/03/X5215913/X5215913.html

ท่านคิดว่าโลกร้อนขึ้น เกิดจากสาเหตุอะไร
http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2007/03/X5277664/X5277664.html

โลกร้อน ตอนเจาะลึก Greenhouse Effect
http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2008/02/X6327353/X6327353.html

โลกร้อน ตอน Gameover
http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2008/02/X6373013/X6373013.html

โลกร้อน ตอน No Food For Oil
http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2008/04/X6519835/X6519835.html

โลกร้อน - ตอน The Day After Tomorrow
http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2008/05/X6576611/X6576611.html

โลกร้อน ตอน Global Cooling
http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2009/01/X7413397/X7413397.html

โลกร้อน ตอน ร้อนไม่จริง (ขอแนะนำให้อ่านเพราะมีส่วนเกี่ยวข้อง)
http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2009/06/X7991325/X7991325.html




โลกร้อน ตอนเจาะลึก Greenhouse Effect

ทฤษฎีมนุษย์ทำให้โลกร้อน - Anthropogenic Global warming (AGW)
มีข้อบกพร่องหลายอย่างที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์บางส่วนไม่เชื่อถือ
หนึ่งในข้อบกพร่องนั้น คือขีดจำกัดของการเกิดปรากฎการณ์เรือนกระจก

ปรากฏการณ์เรือนกระจก Greenhouse Effect
คือปรากฏการณ์ที่กาซดูดซับพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า electromagnetic
เปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน และทำให้มวลของอากาศทั้งหมดอุ่นขึ้น
จริงๆแล้วกาซส่วนใหญ่ สามารถดูดซับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้
แต่ทว่ากาซจะดูดซับคลื่นพลังงานในย่านความถี่จำเพาะของตนเท่านั้น ซึ่งอาจจะมีได้หลายช่วง
และไม่จำเป็นต้องเป็นคลื่นในย่าน infrared เสมอไป (ช่วยบอกต่อๆด้วย)
ตัวอย่างเช่น Ozone จะดูดซับคลื่นได้ดีในย่านของ UV เป็นต้น

การที่กาซดูดซับคลื่นพลังงานได้เฉพาะ ในย่านความยาวคลื่นเฉพาะตัว
คือข้อจำกัดของความสามารถที่จะก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกในบรรยากาศ
คือถ้าในธรรมชาติ ไม่มีคลื่นพลังงานในย่านนั้น หรือคลื่นในย่านนั้นถูกดูดซับจนหมด
การเพิ่มปริมาณกาซ ก็ไม่สามารถทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกเพิ่มขึ้นได้

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ขอให้ลองพิจารณาจากปรากฏการณ์ที่เกิดจริงในธรรมชาติ
กราฟต่อไปนี้แสดงสัดส่วนความเข้มข้นของพลังงานดวงอาทิตย์ในความยาวคลื่นต่างๆ
ปริมาณแสงที่ตกกระทบชั้นบนสุดของบรรยากาศ แสดงด้วยพื้นที่สีเหลือง
ส่วนพลังงานตกกระทบผิวโลกแสดงด้วยกราฟสีส้ม

http://en.wikipedia.org/wiki/Image:Solar_Spectrum.png

แก้ไขเมื่อ 19 มี.ค. 51 19:40:24


http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2008/02/X6327353/X6327353.html

ท่านคิดว่าโลกร้อนขึ้น เกิดจากสาเหตุอะไร

โลกร้อนขึ้น ไม่มีใครเถียง.. ที่เถียงกันคือโลกร้อนขึ้นเพราะสาเหตุใด

กลุ่ม IPCC และนักอนุรักษ์ธรรมชาติเชื่อว่าโลกร้อนขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ (AGW)
เพราะมนุษย์ไปทำให้พลังปรากฏการณ์เรือนกระจกในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะจากกาซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ได้จากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล

ส่วนนักวิทยาศาสตร์อีกส่วน คัดค้านค้านทฤษฎีโลกร้อนเพราะมนุษย์
กลุ่มฝ่ายค้านยึดถือตามความเชื่อเดิมว่า ภูมิอากาศโลกไม่คงที่ มีช่วงเวลาที่ร้อนสลับกับหนาวขึ้นๆลงๆ
เป็นวัฏจักรธรรมชาติ ที่มีคาบยาวหลายร้อยปี โดยสาเหตุใหญ่คือความผันแปรของพลังงานจากดวงอาทิตย์

เรื่องราวของทฤษฎีโลกร้อนเพราะการกระทำของมนุษย์มีการประชาสัมพันธ์แพร่หลายมาก
ที่กำลังเป็นที่สนใจของสังคมในเวลานี้ก็คือภาพยนต์ An Inconvenient Truth ของ Al Gore

ส่วนเหตุผลที่คัดค้านทฤษฎีโลกร้อนเพราะมนุษย์นั้น ค่อนข้างจะรู้กันเฉพาะในวงวิชาการจริงๆ
เพราะไม่ค่อยมีใครช่วยประชาสัมพันธ์ให้ หรือมีน้อยไม่เพียงพอที่จะถ่วงดุลกับฝ่ายโลกร้อน

ผมได้ตั้งกระทู้แสดงเหตุผลของฝ่ายที่คัดค้านทฤษฎีโลกร้อนเพราะมนุษย์ไว้สองกระทู้

โลกร้อน.. เรื่องเล็ก
http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X5215913/X5215913.html

ประธานาธิบดีสหรัฐไม่ลงนามในสัญญาเกียวโตเพราะทฤษฎีปรากฏการณ์เรือนกระจกเป็นเรื่องเหลวไหล
http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/X3721530/X3721530.html

+++++++++++++++

ในตอนนี้ผมอยากจะขอทราบความเห็นของเพื่อนๆครับ
แต่ก่อนที่จะโหวตลงคะแนน อยากจะขอให้อ่านกระทู้ทั้งสองก่อน

ผมมีข้อให้เลือก 3 ข้อ คือ ท่านเชื่อแนวความคิดของฝ่ายไหน

1. วัฏจักรธรรมชาติเป็นสาเหตุใหญ่ - กาซเรือนกระจกเป็นสาเหตุรอง
2. กาซเรือนกระจกเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ - วัฏจักรธรรมชาติเป็นสาเหตุรอง
3. ไม่แน่ใจ ยังไม่ปักใจเชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2007/03/X5277664/X5277664.html

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เมื่อมหาเศรษฐี…ถังแตก!

2 ตุลาคม 2549 20:59 น.
๐ วิโรจน์ ภัทรทีปกร
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :

กอบโกยรายได้ไปก็ไม่ใช่น้อยๆ แต่ไฉนบรรดาเศรษฐี คนดัง
ทั้งหลายถึงสร้างหนี้สร้างสินจนแทบล้มละลายไปหลายคน
และก็คงไม่ใช่เรื่องเสียหายที่คนอยากรวยอย่างเรา
จะศึกษาชีวิตของคนดังถังแตกเอาไว้เป็นอุทาหรณ์
เผื่อวันไหนเกิดรวยขึ้นมาจะได้ไม่พลาดพลั้งเหมือนเขา

เริ่มที่ จอร์จ โฟร์แมน
อดีตนักมวยชื่อก้องโลกผู้มีท่าทีกระฉับกระเฉง
และยิ้มแย้มอยู่เสมอ
เผยถึงเหตุผลของการคืนสังเวียนช่วงปลายทศวรรษ 1980
หลังแขวนนวมไประยะหนึ่งว่า
เขาไม่ได้ต้องการพิสูจน์ความสามารถแต่อย่างใด
แค่ต้องการเงินตอบแทนสำหรับการขึ้นชกอีกครั้ง
หลังสามารถสร้างรายได้ถึง 5 ล้านดอลลาร์
ในช่วงรุ่งโรจน์สมัยยังหนุ่ม

โฟร์แมนเคยเอาชนะคู่ชกอย่างเหนือชั้นด้วยหมัดหนักหน่วงทรงพลัง
เขาสามารถสยบคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวอย่างโจ เฟรเซียลงได้
เคยขึ้นชกกับระดับตำนานอย่างโมฮัมหมัด อาลี
และเอาชนะน็อคไมเคิล มูเรอร์ ด้วยหมัดขวาเสยเข้าที่กราม
ในยกที่ 10 ของการชกชิงแชมป์รุ่นเฮฟวี่เวทเมื่อปี 1994
ซึ่งชัยชนะครั้งนี้สามารถกลบเสียงวิจารณ์ว่า
เขาไม่น่าจะหวนคืนสังเวียนได้อีกครั้ง

แม้จะเคยชินกับความโหดร้ายทุกรูปแบบ
สมัยยังเป็นอันธพาลในเมืองฮุสตันของสหรัฐ
แต่เจ้าของหมัดขวาทะลวงโลกอย่างโฟร์แมนก็ต้องพบกับความหวาดกลัว
ที่แท้จริง เมื่อเกือบอยู่ในภาวะล้มละลายช่วงทศวรรษ 1980

”นี่เป็นเรื่องน่ากลัวมาก
น่ากลัวที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะเคยเจอในความคิดของผม”
โฟร์แมนเปิดใจ
พร้อมชี้ให้เห็นถึงภาระหนักอึ้งในการเลี้ยงดูภรรยา ลูกๆ
และแม่ของตัวเอง

โฟร์แมนยังโชคดีกว่าอีกหลายคนเพราะสามารถพลิกวิกฤติขึ้นมาได้
เขาสร้างรายได้หลายล้านดอลลาร์จากการชกมวยช่วงทศวรรษ 1990
และยังทำเงินได้อีกหลายสิบล้านดอลลาร์
จากการปรับภาพลักษณ์ตัวเองใหม่เป็นนักธุรกิจแสนสุภาพ
จำหน่ายเครื่องย่างแฮมเบอร์เกอร์ชื่อเดียวตัวเองจนขายดิบขายดี

ตัวอย่างเศรษฐีคนดังชาวอเมริกันที่เฉียดกรายภาวะล้มละลาย
ยังรวมไปถึงโทมัส เจฟเฟอร์สัน, บัฟฟาโล บิลล์ โคดี้, มาร์ค
ทเวน, ยูลิสเสส เอส. แกรนท์, เด็บบี้ เรย์โนลด์, ไมเคิล
แจ๊กสัน, โดโรธี เฮมิลล์, โรเบิร์ต แม็กซ์เวลล์ , ไมค์ ไทสัน,
แจ็ค อับรามอฟฟ์ และบรรดาผู้โชคดีถูกลอตเตอรี่อีกกลุ่มใหญ่

บรรดาคนดังเหล่านี้มีประสบการณ์น่าสนใจในการบริหารเงินก้อนโต
บ้างก็ใช้จ่ายเงินเหมือนไม่กลัวหมด
บ้างก็นำเงินไปลงทุนอย่างไม่ระมัดระวัง
ก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า
เหตุใดเศรษฐีเหล่านี้จึงไม่มีความยับยั้งชั่งใจ
มีหนี้สินพอกหางมากมาย หรือไม่ก็ลงเอยด้วยการล้มละลายในที่สุด

เดวิด ลัตโก นักบริหารเงินและเป็นผู้จัดรายการวิทยุ
ซึ่งตีพิมพ์หนังสือ ‘Everybody Wants Your Money ‘
อันเปรียบเหมือนคัมภีร์สำหรับนักบริหาร-จัดการเงิน ชี้ถึง 5
ช่องท่องสู่การเป็นคนรวย ประกอบด้วย มรดก แต่งงาน ขโมย
ชนะการเสี่ยงโชค และหายรายได้ด้วยตัวเอง
โดยกลุ่มหลังสุดมีแนวโน้มรักษาทรัพย์ไว้ได้ ส่วน 4
กลุ่มแรกมีแนวโน้มใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายที่สุด

”อันดับแรกต้องดูก่อนว่าคนๆ นั้นร่ำรวยได้ยังไง
พวกที่หาเงินได้จากน้ำพักน้ำแรงจะประหยัด
ส่วนพวกที่ได้มรดกมาจะใช้เงินเก่ง” ลัตโกกล่าว

ไมเคิล แจ๊กสัน นักร้องดังที่คนไทยรู้จักกันดี
และเริ่มมีอัลบั้มติดอันดับขายดีตั้งแต่เด็ก
ต้องตัดสินใจแบ่งลิขสิทธิ์เพลงยอดนิยมของวงเดอะบีเทิล
เอาเงินไปจ่ายหนี้จำนวน 270 ล้านดอลลาร์ในธนาคาร
เพื่อชะลอการล้มละลายเอาไว้ ส่วนไมค์ ไทสัน
อดีตแชมเปี้ยนเฮฟวี่เวทอีกราย ซึ่งเคยมีรายได้ถึง 30
ล้านดอลลาร์ในการขึ้นชก 1 รอบ ต้องยื่นขอเป็นบุคคลล้มละลายในปี
2004 ด้วยหนี้สิน 27 ล้านดอลลาร์ ซึ่งประกอบด้วยเงินภาษีราว 13
ล้านดอลลาร์ และหนี้ของบริษัททองอีก 174,000 ดอลลาร์

เชลลีย์ ฟินเคิล ผู้จัดการวัย 62 ปีของไทสัน เผยว่า
เขาเคยเตือนนักดนตรีและนักกีฬาหลายคน
ให้รักษาฐานะด้วยการนำเงินไปลงในกองทุนบำเหน็จบำนาญ
แต่มีคนยอมเชื่อน้อยมาก รวมถึงไทสันที่ต้องสูญเสียรายได้กว่า
400 ล้านดอลลาร์ตลอดอาชีพค้าหมัด (และกัดหู!)

”เป็นเรื่องยากที่จะบอกพวกเขาว่า อย่านะ
เพราะคนกลุ่มนี้ชื่นชอบความพึงพอใจเพียงชั่วครู่ชั่วยาม
ผมว่ามนุษย์โดยทั่วไปมีความเปราะบาง
และไม่ว่าจะอ่อนแอตรงจุดไหน
ย่อมมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ” ฟินเคิลชี้แจง

ลองมาฟังการวิเคราะห์ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์
มหาเศรษฐีนักลงทุนกันบ้าง บัฟเฟตต์เคยตอบคำถามในปี 1991 ว่า
การกู้หนี้ยืมสิน และ แอลกอฮอล์
น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐีหลายคนถังแตก

”ผมเคยเห็นหลายคนต้องล้มเหลวเพราะเครื่องดื่มมึนเมา
และการใช้เงินกู้เพื่อซื้อกิจการอื่น” บัฟเฟตต์กล่าว
พร้อมยืนยันว่า ชีวิตนี้เขาไม่เคยยืมเงินใครในปริมาณมากๆ มาก่อน

ทีโอดอร์ อารอนสัน ประธานอำนวยการบริษัทอารอนสัน จอห์นสัน
ออร์ทิซ หน่วยงานด้านการลงทุนในฟิลาเดลเฟีย
ชี้ถึงสาเหตุอีกประการหนึ่งว่า คนรวยอาจแตกต่างจากคนทั่วไป
ตรงที่มีอัตตาสูงกว่าและคิดว่าตัวเองรู้ไปหมดทุกอย่าง
แต่ความจริงแล้วไม่ใช่
แล้วสุดท้ายเศรษฐีบางรายจึงลงเอยด้วยการลงทุนผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำ
เล่า เพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดนั่นเอง

อาร์โนลด์ วู้ด ซีอีโอของมาร์ติงเกล แอสเซ็ท
แมเนจเมนท์ในบอสตัน มองว่า ‘ความสำเร็จทางการเงิน’
ก็อาจเป็นปัจจัยให้บางคนล้มละลายเช่นกัน
เพราะเมื่อการบริหารล้มเหลว คนกลุ่มนี้จะมองว่าตัวเองไม่ได้ผิด
นอกจากนี้ วู้ดยังเสนอแนวคิดด้วยว่า ‘เพศ’
อาจมีอิทธิพลต่อความล่มสลายทางการเงิน โดย r
พบว่าผู้หญิงเสี่ยงต่อเรื่องเงินๆ ทองๆ มากกว่าผู้ชาย
ซึ่งนักวิจัยหลายคนก็สนับสนุนแนวความคิดนี้ว่า
ผู้ชายมีความมั่นใจด้านการเงินมากกว่าผู้หญิง

นักวิเคราะห์บางรายมองลึงลงไปถึงขั้น ‘พื้นฐานด้านจิตวิทยา’
ตั้งแต่เด็กที่ส่งผลต่อการบริหารการเงิน
ตั้งแต่สภาพแวดล้อมที่เติบโตขึ้นมา
การรับรู้เรื่องเงินทองในระยะเริ่มแรก รวมถึงสภาพอารมณ์ส่วนตัว
ที่หล่อหลอมให้เกิดพฤติกรรมการบริหารเงินเมื่อเป็นผู้ใหญ่

”พวกที่ล้มละลาย หรือพวกที่เป็นหนี้เป็นสิน
ก็คือคนที่รู้สึกไม่สบายใจเวลามีเงินอยู่ในมือ” แคธลีน
เกอร์นีย์ นักจิตวิทยาการเงินอีกคนหนึ่ง สรุปสั้นๆ ไว้อย่างนี้

ใครที่กำลังมีเงืนจำนวนมากอยู่ในมือ
หรือมีแนวโน้มว่าจะเป็นอย่างนั้นในอนาคต อุทาหรณ์ของ Somebody
เหล่านี้ เท่ากับเป็น ‘แผนที่’ ผิดๆ ซึ่งกางให้เราเห็น
จะได้ไม่ดำเนินรอยตาม

……………………………………

(หมายเหตุ : แปลและเรียบเรียงจาก :
หนังสือพิมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล เฮรัลด์ ทริบูน)
**************************************

เราทุกคนล้วนแล้วแต่เคยทำสิ่งที่ผิดพลาดมาก่อน
การซ้ำเติมผู้อื่น จึงไม่ใช่สิ่งที่เราควรทำ
สิ่งที่เราควรทำคือ การเรียนรู้จากความผิดพลาดต่างหาก!
www.holidaytours.in.th

http://www.freedom.holidaytours.in.th/blog/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%B5-%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81/

การแข่งขันกันเพื่อสร้างบารมีด้วยอำนาจเงิน

**บิลล์ เกตส์ vs วอเรน บัฟเฟต vs ทักษิณ ชินวัตร..การแข่งขันกันเพื่อสร้างบารมีด้วยอำนาจเงิน**


"อำนาจเงิน"
เป็น อำนาจที่เกิดจากการใช้จ่ายโดยผู้มีพลังทางการเงินเท่านั้น พวกทแคะกระปุกเงินกระจิ๊บกระจ๊อย กระปริดกระปรอย ไม่เป็นบ่อเกิดของอำนาจเงิน ในความหมายนี้นะครับ

"บารมี"
คำว่า "บารมี" ขณะนี้กำลังเป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างสนุกปาก ทราบหรือไม่ว่า บารมีนั้น เป็นการสั่งสมขึ้นมาจากการกระทำความดี ไม่ใช่ความเลว!!

ใครมีอำนาจเงินก็สามารถสั่งสมบารมีได้ เป็นบารมีของมหาเศรษฐีที่มีจิตใจงดงาม

"อิทธิพล"
คือ อำนาจที่ถูกสั่งสมขึ้นมาเพื่อนำมาใช้เป็นสิทธิประโยชน์ส่วนตนเพื่อให้มี เหนือบุคคลธรรมดาทั่วไป เป็นอำนาจเลวร้ายเพราะคุกคามสิทธิมนุษยชนของผู้อื่น

ดังนั้น..
อำนาจเงินจึงสร้างได้ทั้งบารมี และ อิทธิพล อยู่ที่เป้าหมายในจิตใจของผู้ใช้

บารมี มีแต่คนเคารพ ชื่นชม
แต่..
อิทธิพล มีแต่คนหัวหด สาปแช่ง
...........................................

ใน บรรดามหาเศรษฐีของโลกที่ติดอันดับ ๗๙๓ คนของนิตยสารที่ทรง "อิทธิพล" ฉบับหนึ่ง มีน่าสนใจที่คนไทยเราควรรู้ มีทั้งที่ควรถือเป็นแบบอย่าง และที่ควรละทิ้งแบบอย่าง มีทั้งที่น่าเคารพนับถือ และน่าสะอิดสะเอียน จากการนำอำนาจเงินมาใช้

ผมขอคัดบทความบางตอนจากนสพ.มติชน เกี่ยวกับมหาเศรษฐีชาวอเมริกันสองคน ดังนี้..

............

มหา เศรษฐีใหญ่อันดับหนึ่งของโลกอย่าง "บิลล์ เกตส์" ประกาศลดบทบาทการบริหารไมโครซอฟท์อย่างเป็นจังหวะขั้นตอน ก่อนจะวางมือไปในที่สุด เพื่อจะได้ทุ่มเทเวลาให้กับมูลนิธิการกุศล ช่วยเหลือสังคมที่มีวงเงินหมุนเวียนมหาศาลที่สุดในโลกประมาณ 1 ล้านล้านบาท ที่ตัวเขาเองและภริยาก่อตั้งขึ้นมา

มูลนิธิองค์กรการกุศลแห่งนี้ สนับสนุนการศึกษา เทคโนโลยี การศึกษาวิจัย ค้นคว้า รวมถึงให้ความช่วยเหลือผู้ที่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับโรคร้าย โดยตั้งความหวังไว้ว่า วันหนึ่งจะพบหนทางเยียวยารักษาโรคติดต่อร้ายแรง มัจจุราชคุกคามคร่าชีวิตมนุษย์ 20 โรคร้ายแรงทั่วโลก

"บิลล์ เกตส์" มีทรัพย์สินเงินทองมหาศาล 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาทร่วมสองล้านล้านบาท เป็นมหาเศรษฐีใหญ่อันดับ 1 ของโลก เพื่อนรุ่นพี่ "บิลล์ เกตส์" คือ "วอร์เรน บัฟเฟตต์" แห่งเบิร์กเชียร์ แฮธะเวย์ บริษัทเพื่อการลงทุนและธุรกิจประกันภัยรายใหญ่ของโลก รวยเป็นอันดับสอง มีทรัพย์สินรองจากน้องคนนี้อยู่ที่ประมาณ 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์

เมื่อเดือนกันยายน 2547 บิลล์ เกตส์ บริจาคเงิน 2.8 หมื่นล้านเหรียญ หรือประมาณ 1 ล้านล้านบาท เข้ามูลนิธิของตัวเอง สร้างความฮือฮาในหมู่มหาเศรษฐีโลกอย่างยิ่ง

แต่นั่นไม่ได้สร้างความแปลกประหลาดใจเท่าครั้งนี้

ไม่ กี่วันมานี้ "วอร์เรน บัฟเฟตต์" ประกาศบริจาคเงินก้อนใหญ่ที่สุดเท่าที่มีมาในสหรัฐอเมริกา 3.7 หมื่นล้านเหรียญ หรือร้อยละ 85 ของทรัพย์สิน ให้กับองค์กรการกุศล มูลนิธิ "บิลล์เกตส์" หรือ "บิลแอนด์เมลินดา เกตส์ ฟาวน์เดชั่น"

"บิลล์ เกตส์-บัฟเฟตต์" ไม่ใช่พระเจ้า หากแต่เป็นนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ ใช้ความเป็นอัจฉริยะตักตวงผลประโยชน์จากสังคมโลกทุนนิยมได้อย่างมหาศาล สร้างตัวจากไม่มีอะไร กระทั่งเติบใหญ่ทรัพย์สินเงินทองล้นเหลือ

ทั้ง คู่เคยประกาศมาก่อนว่า ไม่มีความคิดมอบทรัพย์สินให้กับทายาท ด้วยเชื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นผลร้ายย้อนกลับมาทำร้ายทิ่มแทงลูกหลานตัวเองใน ท้ายที่สุด

ประการสำคัญก็คือ หากโอนถ่ายให้ทายาท โอกาสที่จะทำงานเพื่อสังคมจะลดน้อยลง!!

ความ คิดของสองมหาเศรษฐีนี้แปลกประหลาดเอาการอยู่ ทั้งคู่คงไม่คิดถึงขั้นเอาเงินไปบริจาคทั้งหมด ไม่เหลือไว้ให้ลูกหลาน คงเพียงต้องการสะท้อนแนวทาง ปลูกฝัง ไม่ให้งอมืองอเท้า ต้องรู้จักบุกเบิก ริเริ่ม สร้างสรรค์ ต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่ม หรือหันเห มองหาลู่ทางใหม่ โดยให้การสนับสนุน ประคับประคอง คอยให้คำปรึกษาชี้แนะอยู่เบื้องหลัง

กระนั้น คำพูดที่เคยประกาศไว้ได้สร้างภาพความเป็นพระเจ้าแก่เขาทั้งสอง เกิดความประทับใจในภาพลักษณ์ธุรกิจการค้า ลูกค้าบุคคล องค์กร บริษัทห้างร้าน พร้อมให้การอุดหนุน เพราะเชื่อว่าเม็ดเงินส่วนหนึ่งที่จ่ายไปจะกลับมาเจือจุนสังคม

กิจการจึงแข็งแกร่ง ไม่มีใครคิดรณรงค์บอยคอต

สิ่ง หนึ่งอันเป็นความจริงแท้แน่นอน ไม่ต้องสร้างภาพก็คือ มหาเศรษฐีทั้งสองแสดงให้เห็นถึงความจริงใจและตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยว บริจาคทุ่มเทจริง จนเป็นที่ประจักษ์ ลบความเคลือบแคลงสงสัย และคำถามค้างคามากมายไปแทบหมดสิ้น!!
............................

เอา ล่ะครับ จากบทความดังกล่าว มาถึงบทวิเคราะห์ของผมเกี่ยวกับมหาเศรษฐีที่ตอนนี้มากด้วย "บารมี" ไปแล้ว กับมหาเศรษฐีอีกคนหนึ่งของไทย ที่ "ดูเหมือนจะมากด้วยบารมีแต่กลับไม่มีบารมี" แต่แน่นอนที่สุด คือ "มากด้วยอิทธิพล"

นายบิลล์ เกตส์เพิ่งจะอายุ 51 ปี ประกาศวางมือจากการจัดการบริหารธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้เสีย แล้ว เพื่ออุทิศเวลาที่เหลือในชีวิต "ทำงานเพื่อสังคม" และตั้งเป้าหมายที่จะทำให้ตนเอง "จนลง" จนกลายเป็นเศรษฐีปกติ ด้วยการจะบริจาคเงินเพื่อการกุศล 95% ของทรัพย์สินที่หมุนเวียนของตัวเอง และคงเหลือให้คนในตระกูลเพียงแค่ 5%

ขณะที่วอเรน บัพเฟ็ต อายุ 76 ปีแล้ว เป็นไม้ใกล้ฝั่ง เขาอุทิศทรัพย์สินที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยหุ้นในบริษัทตัวเองเพื่อการกุศล เป็นจำนวนเงินสูงเป็นประวัติการณ์ 3.7หมื่นล้านดอลล์สหรัฐ
การบริจาคเป็น หุ้นนี้ อย่าคิดว่า ด้อยค่ากว่าเงินสดนะครับ เพราะ หุ้นเหล่านี้นำไปลงทุนในกิจการที่มั่นคงและมีกำไร ทำให้มีเงินปันผลตอบแทนกลับมาทุกปีๆ และในอนาคตก็อาจมีมูลค่าสูงกว่า เงินสด ณ มูลค่าปัจจุบันได้

มีข้อสงสัยไหมครับว่า สองอภิมหาเศรษฐีผู้มากบารมีนี้คิดอย่างไร จึงทำเรื่องแปลกประหลาดที่ตรงกันข้ามกับมหาเศรษฐีไทย(ทั้งหลาย)

ผมขออธิบายดังนี้..
1) ไม่มีใครบริโภคเงินจำนวนมหาศาลเหล่านั้นได้หมดในชั่วชีวิตของตนเอง การบริจาคส่วนใหญ่ให้สังคม ก็เพื่อหาคนที่ไม่มีโอกาสบริโภคมาร่วมกันบริโภคให้หมดไป เป็นกุศลกับสังคมกว้างใหญ่

2) เงินที่บริจาคออกไป ไม่มีวันหมด นับวันก็จะยิ่งเพิ่มพูนครับ ยกตัวอย่าง..
บิลล์ เกตส์ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นทุกปี ๆ ละ ประมาณ 3.0พันล้านดอลล์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย (เฉพาะส่วนที่เพิ่มนี้) ก็เป็นเงิน 120,000ล้านบาท มากกว่าเศรษฐีขี้ฉ้อหลายคนที่อุปโลกว่าตัวเองร่ำรวยขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรง ทั้งชีวิตเสียอีก
ส่วนนายวอเรน บัฟเฟ็ตก็ไม่น้อยหน้า ทุกปีมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นกว่า 2 พันล้านดอลล์ หรือ 80,000ล้านบาทไทย

และ ยิ่งยริจาคมากเท่าไร ชื่อเสียงความดีงามและธุรกิจของพวกเขาก็ยิ่งรุ่งเรืองและได้รับความนิยมเป็น เท่าทวีคูณ เพราะมีคนรักมากกว่านักธุรกิจตะกละตะกลามที่เป็นคู่แข่ง จริงไหมล่ะครับ

3) ในอดีต เศรษฐีอันดับต้นๆ หนีไม่พ้นอิทธิพลของนักการเมือง เข้ามาบีบ เข้ามาแทรก เพื่อขอให้มีเอี่ยวในการประคับประคอง "อำนาจ" ของตน การประกาศบริจาคเงินส่วนใหญ่ออกไป จึงเหมือน "เกราะ" คุ้มกันไม่ให้ผู้มีอำนาจทางการเมืองเข้ามาตอแยได้โดยง่าย และพวกเขาก็ไม่ต้องการ "อิทธิพล" คุ้มครองจากรัฐ เพราะมี "กระแสนิยม" จากมหาชนเป็นผุ้คุ้มครองอยู่แล้ว

เอ..
ทำไมตระกูลชินวัตร ที่ร่ำลือกันว่า รวยอันดับหนึ่งของเมืองไทย จึงเต็มไปด้วยข้อครหา เล่าลือถึงที่มาของเงินและทรัพย์สินนับแสนล้านที่ตนเองบอกว่า หามาด้วยลำแข้ง

แต่..ดูเหมือนมีหลายคนไม่เชื่อถือ และไม่เคารพนับถือฝีมือในการหาเงินนั้นมาได้ ..แม้แต่มหามิตรอย่าง สิงคโปร์ ตอนนี้มันก็ยัง..งงๆ ไม่หาย

เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ..
1) ที่มาของเงินจำนวนมาก มิได้สร้างขึ้นจากบารมีในการสั่งสมให้คนยอมรับ

2) เมื่อมีเงินแล้ว ไม่เคยนำเงินไปสร้างให้เป็นบารมี แต่นำไปสร้าง "อำนาจอันทรงอิทธิพลทางการเมือง" แทน

เวลา ตกอับ จึงไม่มีมหาชน(บริสุทธิ์) ออกมาปกป้อง มีแต่คนเหยียบย่ำ ซ้ำเติม สุดท้ายก็ต้อง "ควัก" เงินอีกก้อน มาพยุง "อำนาจ" และ "อิทธิพล" ไม่ให้หลุดลอยไป

อย่าแก้ตัวเลยครับว่า ไม่เคยทุจริต ไม่เคยทำเรื่องเลวร้าย ผู้ที่ออกมาขับไล่ล้วนแต่ผู้ที่ อิจฉาตาร้อน สูญเสียผลประโยชน์ เพราะความเป็นจริง (สัจธรรม) ของโลกมาช้านานทุกยุคทุกสมัย

คนมากบารมีอย่างแท้จริง อำนาจชั่วร้ายใดๆ ก็ไม่สามารถทำลายลงได้หรอกครับ เพราะจะมีอำนาจแห่งความดีอันแท้จริงออกมากอบกู้"บารมี" คืนให้ท่าน โดยท่านไม่ต้องออกปาก และไม่ต้อง "ควัก" แม้แต่บาทเดียว

ว่าแต่ท่านผู้นี้..มี "บารมี" ที่จะให้เขายินดีออกมาปกป้องอย่างแท้จริงหรือเปล่า..ต่างหากล่ะ??
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=honeybonny&month=07-2006&date=07&group=2&gblog=19

จงลงมือทำ แล้วความสำเร็จจะมาหาเราเอง

จงลงมือทำ แล้วความสำเร็จจะมาหาเราเอง

เมื่อ วันศุกร์ที่ผ่านมา บริษัทได้จัดงานปีใหม่ขึ้น ก็เหมือนทุกปีน่ะครับ มีการกินเลี้ยง ซื้อของขวัญมาจับฉลากกัน ทุกคนล้วนสนุกสนาน ร่าเริง ในปีนี้ได้มีกิจกรรมอีกอันหนึ่งเพิ่มขึ้นมา
ก็คือ มีการให้พนักงานทุกคนพูดถึงความตั้งใจและเป้าหมายที่จะทำในปีใหม่นี้
ว่ามีอะไรบ้าง มาบอกกล่าวเพื่อนๆ ฟังกัน

ผม เองก็นั่งฟังไปคิดไป ก็เห็นถึงความตั้งใจจริงของพนักงานหลายคนที่มุ่งมั่นจะพัฒนาตนเอง และปรับปรุงชีวิตของตนเองให้ดีขึ้นกว่าในปีที่กำลังจะผ่านไปนี้ ยิ่งไปกว่านั้นบางคนยังพูดด้วยแววตาอันมุ่งมั่นว่าฉันจะทำให้ได้แน่นอน

พอ ถึงคิวที่ผมพูด ผมก็อึ้งอยู่นาน ไม่รู้จะพูดอะไรดี สุดท้ายก็เอ่ยคำพูดไปว่า “ผมจะทำทุกวันให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ผมได้วางไว้” น้องที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็กระซิบกระซาบกับเพื่อนว่า “ไม่เห็นจะเป็นเป้าหมายอะไรเลย” บังเอิญว่าผมแอบไปได้ยินเข้า

ผมก็เลยใช้เวลาอีกนิดหน่อยอธิบายว่า ทำไมผมถึงพูดแบบนั้น ผมบอกว่า
“ผม ได้ยินทุกคนพูดถึงความตั้งใจและเป้าหมายที่จะจำในปีถัดไปแล้ว ก็รู้สึกดีมากๆ ที่ทุกคนมีความตั้งใจที่จะนำพาชีวิตของตนเองให้ดีขึ้นไปอีก แต่พวกเราเคยสังเกตอะไรมั้ยว่า เป้าหมายหรือความตั้งใจที่เราตั้งไว้ มีซักกี่คนที่สามารถไปถึงเป้าหมายนั้นได้ตามที่เราลั่นวาจาออกไป แล้วคนที่ไปได้ทำไมเขาถึงไปได้ ในทางตรงกันข้าม คนที่ไปไม่ได้ ทำไมล่ะ เขาถึงไปไม่ได้”

“การที่คนคนนึงจะไปถึงเป้าหมายที่เขาตั้งใจไว้นั้น มันไม่ได้ยากอะไรเลย ก็เพียงแค่เราทุกคนใช้ชีวิตทุกวันของเราให้เป็นไปตามเป้าหมายที่เราตั้งใจ ไว้ มันก็ไปถึงได้ ฟังดูแล้วอาจจะงงๆ อยู่ แต่ลองคิดดูสิครับ เมื่อกี้ผมได้ยินน้องคนนึงบอกว่า ปีหน้าเขาจะมีรูปร่างแบบเดียวกับ ลูกเกด เมธิณี ผมฟังแล้วก็รู้สึกดีที่เขาอยากจะรักษาสุขภาพร่างกายให้ดีขึ้น แต่ถ้าเริ่มปีใหม่ เขายังใช้ชีวิตเหมือนเดิม กินแบบเดิม นอนแบบเดิม ผลัดวันประกันพรุ่งไม่ยอมออกกำลังกาย โดยให้เหตุผลว่า ไว้พรุ่งนี้ดีกว่า วันนี้เหนื่อยกับงานมาพอล่ะ ผมถามหน่อยว่า คนๆ นี้จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่เขาตั้งไว้หรือไม่ แน่นอนคำตอบก็คือ ไม่ ดังนั้นคำพูดที่ผมพูดว่า ว่า “ผมจะทำทุกวันให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ผมได้วางไว้” จึงเป็นประโยคที่ทุกคนควรจะใส่ใจ และทำมันให้ได้"

การที่เรามีแผน มีเป้าหมาย ไม่ได้แปลว่าเราจะบรรลุตามแผนตามเป้าหมายโดยแค่การตั้งเป้าเท่านั้น แต่สิ่งที่ต้องเริ่มให้ได้ก็คือ การลงมือทำทุกวันให้สอดคล้องไปกับเป้าหมายที่เราต้องการ นั่นเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า

ดังนั้น ปีหน้าคุณมีแผน หรือเป้าหมายหรือยัง และคุณลงมือทำมันแล้วหรือยังครับ
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=hrman&month=12-2007&date=30&group=2&gblog=11

ทัศนคติ อีกแล้ว

เคยสงสัยมั้ยครับว่า ทำไมบางคนถึงมาทำงานสายทุกวัน ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควร บางคนทำไมถึงทำงานแบบขอไปที แต่อยากได้เงินเดือนขึ้นเยอะ ๆ บางคนไม่ยอมที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในการทำงานเลย ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าถ้าไม่เปลี่ยนก็ไม่สามารถอยู่ทำงานต่อได้
แต่ ทำไมบางคนถึงมาทำงานแต่เช้าตรู่ และเริ่มลงมือทำงานอย่างขยันขันแข็งตั้งแต่ก่อนเวลาเริ่มงาน ทำไมบางคนจึงพยายามสร้างผลงานของตนเองอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องให้นายสั่งหรือบอกเลย แล้วทำไมบางคนจึงสามารถที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างง่ายดาย และใช้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้กับชิวิตของตนเองได้อีกด้วย


ผมคิดว่ามันอยู่ที่ “ทัศนคติ” ของคนคนนั้นในการมองโลก และมองชีวิต


ผม เคยเจอลูกน้องประเภทปฏิเสธอย่างเดียว ใครจะเสนออะไร ก็ว่าไม่ดีไว้ก่อน มีข้อจำกัดอยู่ต่างๆ นานา แต่พอถามบ้างว่าแล้วอะไรที่คิดว่าดีล่ะ คำตอบที่ได้ก็คือ “ไม่ทราบครับ”

ผมว่าคนแบบนี้อาจจะมีปัญหาเรื่อง ของการมองโลก คล้ายๆ กับเป็นคนประเภทสมบูรณ์แบบไปซะทุกเรื่อง ใครทำอะไรที่ไม่ตรงกับความคิดของตน ก็ถือว่าไม่ดี ไม่ถูก ไม่ควร

หรือบางคนก็ขอเถียงไว้ก่อนว่ามันไม่ดี แต่ที่ดีเป็นอย่างไรนั้นเอาไว้ก่อน ขอให้ได้พูดและได้เถียงซะหน่อย

ผม เห็นคนลักษณะนี้มาหลายคนแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะเข้าหา หรือจะทำงานด้วยได้อย่างไร บางครั้งผมเองก็ใช้วิธีการให้อิสระเขาในการคิดเอง ทำเอง โดยผมไม่ให้แนวทางอะไรเลย เพราะกลัวว่าให้ไปแล้ว เขาก็จะมองไม่ดีไปซะหมดทุกเรื่อง ผลที่ได้คืออะไรทราบมั้ยครับ ผลก็คือ เขามาถามผมว่า “จะให้ผมทำอะไรครับพี่ ทำไมไม่มีแนวทางที่ชัดเจนให้ผมเดินเลยล่ะ แบบนี้ผมก็ทำงานไม่ถูกหรอก” ซะงั้น!!!!!

เจอเข้าแบบนี้ก็ทำงานไม่ถูกเหมือนกันนะครับ



ประเด็น ที่ผมนำมาคิดและมาบอกต่อก็คือ ผมเองก็มานั่งคิดว่า “เอ...เราเป็นคนแบบนั้นหรือเปล่า? เรามองโลกแบบนั้นหรือเปล่า? เราเป็นพวกปฏิเสธลูกเดียวหรือเปล่า?” เพราะถ้ามีนิสัยและพฤติกรรมแบบนั้นจริงๆ ผมคิดว่าเพื่อนร่วมงานก็คงจะระอาไปตามๆ กัน อีกทั้งความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานของเขาเองก็คงจะยาก เพราะมีแต่ปฏิเสธ แถมยังคิดไม่เป็นอีก ให้คิดอะไรใหม่ ก็ไม่รู้ท่าเดียว ถามว่าอะไรดี ก็ไม่มีอะไรดีเลย พอถามว่าแล้วคุณคิดยังไง คำตอบก็คือ ไม่ทราบครับ


ผมว่าคนแบบนี้เราอย่ารับเข้าทำงานเลยครับ เพราะจะทำให้องค์กรมีปัญหามากขึ้น แทนที่จะมีคนเข้ามาช่วยกันแก้ไขปัญหา กลับกลายเป็นมีคนมาช่วยสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นอีก

แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ คิดอย่างไรครับ

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=hrman&month=11-2009&date=10&group=2&gblog=34

วิธีลดนิสัยผลัดวันประกันพรุ่ง

เราคงเคยผ่านการผลัดวันประกันพรุ่งกันมาบ้างนะครับ ปกติคนเราถ้ายังไม่ถึงเวลา เราก็มักจะเลื่อน หรือ เอาไว้ก่อนเสมอ จนกระทั่งใกล้ๆ เวลาที่จะต้องส่งงาน หรือถึงกำหนดแล้ว เราจึงค่อยมาเร่งทำ ผลก็คืองานชิ้นนั้นจะเป็นงานที่ไม่ค่อยจะมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

วันนี้ ผมอยากจะเสนอวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้เราไม่เกิดนิสัยผลัดวันประกันพรุ่ง และจะช่วยให้เราสามารถที่จะทำงาน หรือทำสิ่งที่เราตั้งใจจะทำได้สำเร็จตามที่เราตั้งเป้าหมายไว้

1. มุ่งเน้นไปที่เป้าหมาย เวลาคนเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน และใช้เป้าหมายที่เราตั้งไว้ เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างจริงจัง จะทำให้เรามีแรงที่จะทำงาน มีความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งที่เราตั้งใจให้สำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็น การที่เรามักจะผลัดวันประกันพรุ่งเสมอ ก็มาจากการที่เราไม่ใส่ใจในเป้าหมาย หรือความสำเร็จของงานที่เราต้องทำ เราก็เลยไปทำอย่างอื่นที่เราใส่ใจแทน ดังนั้นถ้าไม่อยากผลัดวันประกันพรุ่ง เราจะต้องคิดถึงเป้าหมาย คิดถึงผลที่อยากให้สำเร็จ
2. รับผิดชอบต่อชีวิตของเราเอง หลังจากที่เรารู้เป้าหมายที่จะไปแล้ว สิ่งที่จะต้องทำต่อก็คือ เราจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ที่จะไปสู่เป้าหมายของเรา ออกแบบชีวิตที่มุ่งไปสู่เป้าหมายที่เรากำหนดให้ได้ จากนั้น ก็เดินตามแผนที่เราได้ออกแบบไว้อย่างมุ่งมั่นและตั้งใจ โดยไม่วอกแวก ถ้าเราทำได้ ความสำเร็จก็จะมาหาเราได้อย่างแน่นอน ถ้าทำไปทำมาแล้วเริ่มไม่อยากทำ นั่นก็แสดงว่า เป้าหมายที่เราตั้งไว้นั้นไม่ใช่เป้าหมายที่เกิดจากความต้องการที่แท้จริง ของเรา ก็ให้พิจารณาย้อนกลับไปที่เป้าหมายของเราว่า มันใช่เป็นเป้าหมายที่เราอยากทำ อยากเป็นหรือไม่ ถ้าคำตอบคือ “ใช่” เราก็ต้องทำตามแผนที่เรากำหนดไว้อย่างอดทน และมุ่งมั่นอย่างไม่ย่อท้อ จนกระทั่งสำเร็จได้ตามเป้าหมาย
3. กำหนดเส้นตาย สิ่ง ที่จะช่วยให้เราลดนิสัยผลัดวันประกันพรุ่งลงได้ก็คือ การกำหนดเส้นตายของงานที่เรากำลังจะทำ จากนั้นก็กำหนดเป็นแผนงานย้อนหลังกลับมาในวันปัจจุบันว่าจะต้องทำอะไรบ้างใน แต่ละวัน เพื่อให้งานนี้สำเร็จในวันที่เรากำหนดเส้นตายไว้
4. พยายามสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง โดย การหาหนังสือ หรือ บทความ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างพลังใจ สร้างแรงจูงใจ หรือศึกษาจากบุคคลที่ประสบความสำเร็จว่าเขาผ่านความยากลำบากมาสักแค่ไหน เพื่อจะได้เป็นแรงและเป็นพลังให้เราเดินตามเป้าหมายของเราต่อไปอย่างไม่ ย่อท้อ เมื่อไหร่ที่เหนื่อย หรือท้อ หรือไม่อยากทำ ก็พยายามนึกถึงเรื่องราวที่ได้อ่านมา เพื่อสร้างพลังให้เราเดินหน้าต่อไป

แม้ ว่าจะมีวิธีการต่างๆ มากมายที่จะช่วยให้เราลดนิสัยการผลัดวันประกันพรุ่งได้ แต่สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่การศึกษาวิธีการเหล่านั้น แต่เป็นการลงมือทำด้วยตัวของเราเอง บางคนกำหนดเป้าหมายไว้ว่า จะต้องเก่งภาษาอังกฤษ แต่พอว่างกลับนั่งเล่นเกมส์ออนไลน์ สิ่งที่เราต้องทำก็คือ กระตุ้นเตือนสติของตนเอง และนึกถึงเป้าหมายที่เราต้องการไว้ให้มั่น จากนั้นก็เริ่มลงมือทำ อาจจะเริ่มจากวันละน้อยๆ ไปก่อนก็ได้ เพื่อไม่ให้เรารู้สึกเหนื่อยจนเกินไป แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาให้มากขึ้นในแต่ละวัน

จำไว้ว่า การลดนิสัยการผลัดวันประกันพรุ่งนี้มีอยู่แค่วิธีเดียวก็คือ มีสติ ตั้งใจจริง และลงมือทำเดี๋ยวนี้
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=hrman&month=10-2009&date=07&group=2&gblog=21

เคล็ดลับ อุปนิสัยสู่ความสำเร็จ

ผมเชื่อว่าทุกคนอย่างประสบความสำเร็จในชีวิตกันทั้งนั้น แต่เคยสงสัยหรือไม่ครับว่า ทำไมคนแต่ละคนจึงประสบความสำเร็จไม่เท่ากัน ทั้งๆ ที่อาจจะเรียนมาจากที่เดียวกัน มีความรู้ความสามารถที่ใกล้เคียงกัน วันนี้ผมก็เลยเอาเคล็ดลับนิสัยสู่ความสำเร็จมาฝากกันครับ

1. ให้ทำในสิ่งที่ยากก่อนสิ่งที่ง่าย วิธีนี้เราจะต้องบังคับให้ตนเองเริ่มทำในสิ่งที่ยากก่อน อาทิ งานที่ยากกว่า ซับซ้อนมากกว่า หรืองานที่จะต้องใช้ความคิดความอ่านมาก ฯลฯ ให้เริ่มทำสิ่งเหล่านี้ก่อนในแต่ละวัน นิสัยนี้จะช่วยให้เราลดนิสัยการผลัดวันประกันพรุ่งได้ด้วยนะครับ
2. ให้คิดและพูดกับตนเอง ในสิ่งที่ดีเสมอ เช่น การให้กำลังใจตัวเองเวลาประสบกับความยุ่งยากลำบากใจ หรือกาย เช่น “คนที่ประสบความสำเร็จนั้นจะไม่กลัวงานยาก และจะลงมือทำงานที่ยากกว่าเสมอ” อันนี้จะใช้เวลาที่ประสบกับความยากลำบากของงาน หรือนายสั่งงานยากๆ มาให้ทำ หรือ “เวลาช่วงนี้น่าจะใช้ทำอะไรจึงจะมีประโยชน์สูงสุดสำหรับเรา” ไว้ถามตัวเองเวลาไม่รู้จะเริ่มทำอะไรก่อน หรือเวลาว่างๆ แล้วไม่มีอะไรทำ ก็ลองหาคำตอบดูนะครับ จะทำให้เราใช้เวลาในสิ่งที่ตรงกับเป้าหมายของเรา หรือ “ไม่มีใครประสบความสำเร็จมาตั้งแต่เกิด” “คนที่ประสบความสำเร็จย่อมจะผ่านความล้มเหลวมาก่อน” ฯลฯ คำพูดทั้งหมดนี้ล้วนแต่สร้างกำลังใจไม่ให้เราคิดย่อท้อ หรือเลิกทำเสียกลางคัน
3. ตื่นแต่เช้า เท่าที่ผมสังเกต และศึกษามาพบว่า คนที่ประสบความสำเร็จจะเป็นคนที่ตื่นแต่เช้าทุกวัน ไม่มีคนประสบความสำเร็จในชีวิตคนไหนที่ตื่นสายเป็นประจำ นอนขี้เซา งัวเงีย จริงๆ การตื่นเช้ามันก็ไม่ค่อยเกี่ยวกับความสำเร็จโดยตรง มันอยู่ที่การบังคับตัวเอง การเอาชนะตัวเองต่างหาก คนที่ตื่นแต่เช้า แสดงว่าเป็นคนที่มีวินัย และสามารถเอาชนะตัวเองได้ เมื่อเราเอาชนะตัวเองได้ เราก็สามารถเอาชนะนิสัยอย่างอื่นได้อีกมากมายครับ
4. ทุกวันจะต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ให้ถามตัวเองว่า “วันนี้เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ แล้วหรือยัง” หรือ “เราจะยังไม่เข้านอนจนกว่าจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ก่อน”
5. อ่านหนังสือ 2-3 เล่ม ต่อเดือน คน ที่ประสบความสำเร็จจะมีนิสัยที่คล้ายกันคือ เป็นคนชอบอ่านหนังสือ และมักจะเป็นหนังสือที่ช่วยเสริมสร้างความคิดความอ่านใหม่ๆ ในความเห็นผมการอ่านหนังสือเป็นการช่วยต่อยอดความคิดของเราได้อย่างดี ช่วยให้เราคิดอย่างมีตรรกะและมีเหตุผลที่มาที่ไป และยังเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ อีกด้วย
6. เลิกดูโทรทัศน์ หรือดูให้น้อยลง โดยเฉพาะรายการที่ไม่มีประโยชน์ต่อความสำเร็จของเราเอง เพื่อให้มีเวลาในการพัฒนาตนเอง และมีเวลาทำกิจกรรมที่ส่งเสริมเป้าหมายของเราได้

นิสัยเหล่านี้ไม่ เพียงแต่ช่วยให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตของเราได้เท่า นั้น เรายังสามารถนำอุปนิสัยเหล่านี้ไปเผยแพร่และส่งเสริมให้พนักงานในบริษัท ปฏิบัติเพื่อให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงานได้ด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะไม่ใช่ทุกคนที่จะนำเอาไปใช้ แต่อย่างน้อยให้มีสักคนก็ยังดี จริงมั้ยครับ

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=hrman&month=10-2009&date=06&group=2&gblog=20

ชีวิตกับปัญหา เป็นของคู่กัน

ชีวิตกับปัญหา เป็นของคู่กัน

เมื่อ วันหยุดสุด สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสพบปะกับเพื่อนๆ และรุ่นน้องที่เคยเรียนกันมาด้วยกัน ได้ฟังน้องคนหนึ่งพร่ำบ่นให้ฟังว่าชีวิตเขามีแต่ปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาตั้งแต่สมัยเรียนก็เกือบจะเรียนไม่จบ พอถูไถจบไปได้ ก็มีปัญหาอีกว่า หางานแทบจะไม่ได้ เพราะแค่ฝ่ายบุคคลเห็นเกรดที่จบมาก็ส่ายหัวแล้ว กว่าจะหางานได้ก็แทบแย่ พอเริ่มทำงานก็มีปัญหากับนายอีก มองกันคนละมุมมอง ผลงานที่ออกมาก็เลยไม่เข้าตานาย สุดท้ายก็ได้ขึ้นเงินเดือนน้อยที่สุดมาเป็นเวลาหลายปี


จากนั้นก็ เริ่มมีแฟน แต่งงานกันไป ก็เริ่มมีปัญหาอีกแล้ว ทะเลาะกันแทบทุกวัน แฟนจะเอาอย่างนี้ แต่เขาจะเอาอย่างนั้น กว่าจะเข้าใจกันได้ ก็เรียกว่าใช้ความอดทนอย่างที่สุด จากนั้นก็มีลูก ปัญหามาอีกแล้ว จะเลี้ยงอย่างไรดี พ่อตาแม่ยาย ก็อยากเลี้ยง พ่อแม่เราก็ไม่ยอม เพราะอยากเลี้ยงเหมือนกัน เลี้ยงตนโตจนจะเข้าโรงเรียนได้ ก็มีปัญหาอีกว่า จะให้ลูกเข้าโรงเรียนอะไรดี


ปัญหาล่าสุดก็คือ บริษัทเริ่มลดคนลง เขาเองก็กลัวว่าจะเป็นหนึ่งในนั้นด้วย ก็เก็บมาคิดมาก ไม่เป็นอันทำงาน เพราะกลัวว่า ไหนจะค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ลูกต้องเข้าโรงเรียน ไหนจะพ่อแม่ที่แก่เฒ่าก็ต้องดูแล ไหนจะเมียที่ยังคงชอบชอปปิ้งอยู่ตลอด……………………………. ฯลฯ


นี่เป็น แค่ส่วนหนึ่งของที่รุ่นน้องคนนี้เล่าให้ฟังนะครับ มันทำให้ผมคิดว่า คนเราทุกคนล้วนเจอกับปัญหาของแต่ละคนอยู่แล้ว บางคนเจอปัญหาหนัก บางคนเจอปัญหาเบา ปัญหาจะหนักสักแค่ไหนนั้น ผมว่าอยู่ที่มุมมองหรือทัศนคติของคนที่ประสบกับปัญหานั้น บางปัญหาเราอาจจะมองว่า เล็กนิดเดียว แต่สำหรับบางคนนั้นปัญหาเดียวกัน กลับกลายเป็นปัญหาใหญ่หลวงมาก


เมื่อพบกับปัญหา สิ่งที่เราต้องทำก็คือ หาทางในการแก้ปัญหานั้น ไม่ใช่ปล่อยให้ปัญหานั้นมาแก้ไขตัวเราจนเราไม่เป็นตัวของตัวเอง มาทำให้เรากลัดกลุ้มใจ จนไม่เป็นอันกินอันนอน สุขภาพจิตก็เสีย พลังใจก็หายไปอีก สุดท้ายก็ยิ่งเป็นปัญหาหนักเข้าไปอีก สิ่งที่อยากแนะนำก็คือ ลักษณะของปัญหานั้นมีอยู่ 2 อย่างเท่านั้น คือ ปัญหาที่แก้ได้ กับปัญหาที่แก้ไม่ได้


เมื่อเจอกับปัญหาสิ่งแรก ที่จะต้องทำก็คือ วิเคราะห์ปัญหานั้นว่า เป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขได้หรือไม่ ถ้าแก้ได้ ก็ให้รีบวางแนวทางในการแก้ไขปัญหานั้นซะ อย่าไปกลุ้มใจให้มากมายนัก ผมว่าเอาพลังในการกลุ้มใจนั้นเปลี่ยนให้เป็นพลังในการแก้ไขปัญหาจะดีกว่านะ ครับ


หรือถ้าเจอกับปัญหาที่แล้วคิดแล้วว่าแก้ไม่ได้แน่นอน ถ้าเป็นในกรณีนี้ ก็ให้เราปล่อยทิ้งไปซะ อย่าไปคิดให้เหนื่อยใจเลยครับ เพราะคิดไปปัญหาก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้อยู่ดีครับ เปลี่ยนมุมมองและทัศนคติเสียใหม่ ไปมองมุมอื่นและสร้างพลังให้เราเองในการต่อสู้กับชีวิตต่อไป อย่าให้ปัญหาที่เราเจอมาเป็นตัวบั่นทอนพลังใจของเราเลยครับ ชีวิตเรายังไปได้อีกไกลครับผม


อยากฝากข้อคิดสุดท้ายไว้สักหน่อย เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา ผมอ่านเจอในหนังสือภาษิตของธิเบต เขียนไว้ดังนี้ครับ


“หากปัญหานั้นแก้ไขได้ จะมัววิตกไปทำไม

แต่ถ้าปัญหานั้นแก้ไขไม่ได้ จะมีประโยชน์อะไรที่มัวไปวิตกกังวล”

จริงมั้ยครับทุกท่าน


ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=hrman&month=10-2009&date=28&group=2&gblog=28

ไว้พรุ่งนี้ก่อนนะ

ผมเชื่อว่าทุกท่านคงจะมีเป้าหมายใหญ่ๆ ของชีวิต และมีเป้าหมายเล็กๆ รองลงมา รวมทั้งมีแผนงานต่างๆ ทั้งในชีวิตของตนเอง และแผนงานในการทำงานในแต่ละวัน

เคยพูดกับตนเองมั้ยครับ เช่น

“อันนี้ไ้ว้พรุ่งนี้ก่อนดีกว่าค่อยทำ”

“เดี๋ยวรอสามโมงเย็นก่อนแล้วค่อยโทรหาลูกค้าอีกราย”

“ไว้รอวันเสาร์ก่อน จะได้ไปออกกำลังกาย”

“รอลูกโตก่อนแล้วจะไปเที่ยวให้สุดๆ ไปเลย”

“รอให้พร้อมกว่านี้ก่อนดีกว่า แล้วค่อยลุย”

ฯลฯ

แล้วเราต้องรอถึงเมื่อไรล่ะครับ เคยคิดมั้ยครับ แล้วพอถึงเวลาจริงๆ เราเริ่มทำมันจริงจังหรือเปล่า หรือว่า เลื่อนออกไปเรื่อยๆ

สิ่ง ที่สำคัญและที่ผมระลึกเสมอเวลาจะทำอะไรก็คือ “เวลาเป็นสมบัติที่มีค่ามาก และเป็นสมบัติที่ทุกคนมีเท่ากัน แต่อยู่ที่ว่าใครจะใช้สมบัตินี้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด”

เห็นด้วยมั้ย ครับ ดังนั้นถ้าตั้งใจจะทำอะไรแล้ว จงลงมือทำเลยครับ ค่อยๆทำ แต่ทำทุกวันมันจะช่วยให้เราไปสู่เป้าหมายของเราได้เร็วกว่า การที่มีแต่ความตั้งใจที่จะทำ แต่ไม่ลงมือทำเลย
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=hrman&month=09-2009&date=21&group=2&gblog=14

วันนี้คุณได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง

นาฬิกาปลุกส่ง สัญญาณตอนเช้า กดทิ้ง นอนต่อ พอรู้ตัวอีกทีก็รีบตาลีตาเหลือก ลุกจากเตียงเพราะตื่นสาย รีบออกจากบ้านแล้วมาเบียดเสียดยัดเยียดกันบนรถประจำทางบ้าง รถไฟฟ้าบ้าง ถึงที่ทำงานแบบหน้าตาบูดบึ้ง งานเข้า 8 โมง มาถึงบริษัทปาเข้าไป 8 โมงครึ่ง แต่ก็ไม่เป็นไร รู้สึกหิวเหลือเกิน ไปหาอะไรทานก่อนดีกว่า แล้วก็นั่งกินข้าวแบบสบายใจสุดๆ อิ่มแล้วค่อยเริ่มทำงานตอนประมาณ 9 โมงกว่าๆ แถมทำงานไป คุยเล่นไป เอาหนังสือขายหัวเราะขึ้นมาแอบอ่านบ้าง โดยอ้างว่าคลายเครียด งานมันเครียดมาก


พอมีงานใหม่ที่หัวหน้า สั่งมา ก็เก็บเอาไว้ก่อน เพราะยังไม่มีอารมณ์ทำ ไว้ใกล้ๆ ถึงกำหนดส่งแล้วค่อยทำก็ยังทัน พักเที่ยงก็รีบลงไปทานข้าวก่อนเวลาพักนิดหน่อย เพราะกลัวคนเยอะ แล้วก็เลยถือโอกาสเดินชอปปิ้งสักนิด เพราะทำงานมาทั้งเช้าแล้ว เหนื่อยเหลือเกิน เดินไปเดินมาเพลินไปหน่อย กลับเข้ามาทำงานก็เกือบบ่ายสองแล้ว รีบกุลีกุจอมานั่งที่โต๊ะและเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ กะว่าจะเริ่มทำงานต่อ แต่เอ๊ะ เดี๋ยวเปิดเว็บไซต์ดูสักนิดดีกว่า เพราะกำลังหาเสื้อผ้ารุ่นใหม่ๆ เดิ้นๆ จากต่างประเทศ ดูไปสักพัก เงยหน้าขึ้นมามองนาฬิกา


อ้าว นี่สี่โมงครึ่งแล้วหรอเนี่ยะ โห งานยังไม่เสร็จเลย งานเยอะจริงๆ เลยเนี่ยะ ทำยังไงก็ไม่ทัน แต่ก็ไม่เป็นไร ไว้พรุ่งนี้ค่อยมาทำใหม่ดีกว่า เก็บของ แต่งตัว แต่งหน้า ทาปาก (ถ้าเป็นผู้หญิง) เข้าห้องน้ำ แล้วก็เดินไปทักทายเพื่อนๆ ตามโต๊ะต่างๆ ซึ่งกำลังนั่งทำงานอย่างขะมักเขม้น ว่าเย็นนี้มีนัดกับเพื่อน นี่งานก็ยังไม่เสร็จเลย แต่ต้องรีบออกไปก่อน ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ


จาก นั้นก็ออกจากบริษัทไปด้วยใบหน้าที่ร่าเริงเบิกบานใจเป็นที่สุด นัดเพื่อนไว้ ต้องไปก่อนเวลานิดหน่อย เดี๋ยวเพื่อนจะรอนานมันไม่ดี (แต่มาทำงานสายไม่เป็นไร) เจอเพื่อนแล้ว ก็เม้าท์แตก สั่งอาหารมากินกัน กินไปกินมา โห นี่จะเที่ยงคืนแล้วนี่นา กลับบ้านได้แล้ว พรุ่งนี้จะต้องทำงานต่อ กว่าจะร่ำลากัน โน่นปาเข้าไปเกือบตีหนึ่ง ถึงบ้านตีหนึ่งครึ่ง เพราะรถไม่ติด อาบน้ำ เตรียมตัวนอน แต่เอ… ลองดูซิว่าเคเบิ้ลทีวีมีอะไรดูหรือเปล่า ระหว่างที่รอเครื่องเปิด ก็หันไปเปิดคอมพิวเตอร์ข้างๆ ตัว เข้า MSN เสียหน่อยจะได้เช็คเมล์ด้วย อ้าวเจอกิ๊ก คุยกันเสียหน่อย ไม่ได้คุยกันนานแล้ว แชทไปแชทมา โอวว ตีสี่กว่าๆ แล้ว นอนดีกว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้จะตื่นสาย



นาฬิกาปลุกส่งสัญญาณตอนเช้า กดทิ้ง นอนต่อ…

ชีวิต ก็ดำเนินไปเป็นวงกลม วนไปวนมา ด้วยกิจกรรมแบบเดิมๆ ถามว่าถ้าเราใช้ชีวิตแบบนี้จริงๆ ทุกวัน วันแล้ววันเล่า แล้วความสำเร็จในชีวิตที่เราอยากบรรลุ ก็คงไม่มีทางเป็นไปได้เลย คนคนนี้น่าจะเป็นคนที่ไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิต เกิดมาเพื่อนใช้ชีวิตไปวันๆ เพื่อให้หมดวัน เพื่อให้หมดเงิน เพื่อให้หมดสมอง


สิ่งที่อยากจะ แนะนำให้ทำในตอนสิ้นวัน แต่ละวัน หรือช่วงก่อนนอนก็ได้ ก็คือ ให้คิดทบทวนดูว่าวันนี้เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ บ้าง ได้เห็น ได้ฟัง อะไรที่เป็นความรู้ หรือเป็นสิ่งที่ส่งเสริมพลังกายพลังใจ และเป็นสิ่งที่ยกระดับจิตใจของเราให้สูงขึ้น หรือในอีกมุมหนึ่ง การที่เราทำอะไรผิดพลาดไป มันก็เป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง ว่าวันรุ่งขึ้นเราต้องไม่ผิดพลาดแบบเดิมๆ อีก หรือถ้าบางคนบอกว่า ไม่รู้จะเรียนรู้อะไรอีกแล้ว เพื่อเพิ่มคุณค่าของตนเอง อย่างน้อยเพิ่มศัพท์ภาษาอังกฤษอีกสักคำที่เราไม่รู้จักก็ยังดี


แล้ววันนี้คุณได้เรียนรู้อะไรแล้วหรือยัง
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=hrman&month=11-2009&date=07&group=2&gblog=33
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสพูดคุยกับลูกทีมที่ทำงาน ด้วยกัน ในเรื่องของการปรับปรุงระบบการทำงานในบริษัทให้ดีขึ้นกว่าเดิมที่เคยเป็นมา
โดยที่ผมเองก็ถามแต่ละคนว่า อยากจะเห็นหน่วยงานของเรา หรือบริษัทของเราเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในทางทีดีขึ้น ผลที่ได้ก็คือ
ผมได้คำตอบมาเยอะแยะมากมาย เช่น “อยากให้บริษัทเราเจริญรุ่งเรือง”
“อยากให้มียอดขายที่เพิ่มขึ้น” “อยากขยายสาขาออกไปยังต่างประเทศ”
“อยาก เป็นที่หนึ่งในธุรกิจนี้” ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นความคิดที่ดี และน่าทำทั้งนั้น เนื่องจากว่าเป็นการพัฒนาจากของเดิมที่มีอยู่ให้มันดีขึ้น

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นในที่ประชุมก็คือ จะมีคนอยู่ -1-2 คน
ที่ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็น แถมยังชอบวิจารณ์ความคิดเห็นคนอื่นในทางลบอีกต่างหาก และมักจะมีคำพูดอออกมาจากปากพนักงาน 1-2 คนนี้ว่า
“มันเป็นไปไม่ได้หรอก” หรือ
“ผมว่าความคิดคุณมันเกินจริงไปหน่อยนะ แค่ทำแบบแบบที่เป็นอยู่นี้ยังยากเลย” หรือ
“ไม่ได้หรอก!! ผมว่าสิ่งที่คุณเสนอมันผิดหลักการทำงานแบบเดิมๆ ของเรานะ ไม่มีใครเคยทำแบบนั้นมาก่อนเลยนะครับ”

ผมนั่งฟังการประชุมแล้วก็แอบจดเอาคำพูดของลูกทีมมานั่นแค่ตัวอย่างเล็กๆ เท่านั้น หลังจากที่เถียงกับไปมาอยู่พักใหญ่ ผมก็ยุติการถกเถียงกัน โดยเริ่มถามคำถามทุกคนในที่ประชุมโดยให้ทุกคนตอบตามความรู้สึกที่แท้จริงของ ตัวเอง

“คำถามแรกที่ผมจะถามพวกเราก็คือ พวกเราอยากให้บริษัทของเราอยู่รอด และเจริญก้าวหน้า ต่อไปใช่หรือไม่ ? “
คำตอบที่ได้มา 100% เต็มก็คือ “ใช่”
“แล้วพวกเราอยากจะทำงานแบบเดิมๆ ไปวันๆ โดยไม่ได้รับการพัฒนาเลยใช่หรือไม่?”
คำตอบที่ได้รับมา 100% ก็คือ “ไม่ใช่”

“ในเมื่อทุกคนอยากให้บริษัทก้าวหน้าเติบโต แต่ทำไมยังมีบางคนตั้งหน้าตั้งตาค้านในสิ่งที่เสนอ มาล่ะครับ” ผมโยนคำถามเข้ากลางที่ประชุม

“ผม ไม่ได้ค้านะครับพี่ แต่ลองพิจารณาดูถึงความเป็นจริงสิครับ ผมว่ายังไงเราก็ทำตามนั้นไม่ได้ เพราะไอ้แค่สิ่งที่เราทำอยู่ยังทำได้ไม่ดีเลย แล้วจะทำอะไรเพิ่มอีกละครับ” พนักงานทีค้านเริ่มให้เหตุผล

“แต่สิ่งที่ดิฉันเสนอนั้นเป็นระบบงาน ใหม่ที่จะทำให้สิ่งที่เราทำอยู่เดิมๆ นั้นได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น แถมพวกเราเองก็จะสบายมากขึ้นด้วยนะคะ” เจ้าของไอเดียชี้แจง

“มันก็ จริง แต่ผมว่าเราจะเหนื่อยขึ้น แถมยังไม่รับประกันด้วยว่า สิ่งที่ทำใหม่นั้นจะสำเร็จได้เมื่อไร” ฝ่ายค้านพูด “ทำไมเราไม่รอให้พร้อมก่อนล่ะครับ”

ผมก็เลยถือโอกาสแทรกตัวเข้าไปในการถกเถียงอีกครั้งหนึ่งว่า
“ถ้า พวกเราอยากให้บริษัทดีขึ้น อยากให้บริษัทพัฒนาก้าวหน้ามากขึ้น แต่พวกเรากลับไม่อยากจะเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แล้วบริษัทเราจะดีขึ้นตามที่เราคิดไว้จริงหรือ
การที่เราทำงาน หรือทำทุกอย่างเหมือนเดิมทุกวันๆ ๆ วันแล้ววันเล่า แต่กลับคาดหวังในสิ่งที่ดีขึ้น
ก้าวหน้าขึ้น ผมว่าผลที่เราต้องการยังไงมันก็่เกิดขึ้นไม่ได้เลย” ผมพูดต่อ

“สิ่ง ที่เราต้องทำก็คือ เมื่อเรามีความคิดอยากพัฒนา อยากให้บริษัทก้าวหน้า สิ่งที่พวกเราจะต้องร่วมกันทำก็คือ การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ
บางคน อาจจะต้องเริ่มศึกษาระบบงานใหม่ บางคนอาจจะต้องยอมที่จะตื่นเช้าหน่อย บางคนอาจจะต้องกลับบ้านดึกอีกนิดนึง แต่สิ่งที่ทำไปนั้นก็แค่ระยะเริ่มต้นเท่านั้น
พอระบบเสร็จแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ทุกคนจะทำงานได้อยากสบายขึ้น โดยให้ผลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม”

ที่ ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ ต้องการให้ท่านผู้อ่านเห็นประเด็นเดียวก็คือ การที่เราอยากจะก้าวหน้าอยากเก่ง อยากพัฒนา อยากได้โน่นอยากได้นี่ อยากรวย อยากมีเงินเดือนเยอะๆ ฯลฯ ความต้องการหรือความอยากทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงเป้าหมาย
และ การไม่ต้องการอยู่นิ่งกับที่ แต่หลังจากที่เราอยากเป็น อยากทำ แล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือ ถ้าเรายังคงการกระทำทุกอย่างเหมือนเดิมใช้ชีิวิตแบบเดิมๆ
เช่น ตื่นสายเหมือนเดิม ไม่อ่านหนังสือเหมือนเดิม ขึ้เกียจเหมือนเดิม
ยังนั่งหน้าทีวีเหมือนเดิม ฯลฯ แต่เรากลับคาดหวังในสิ่งที่ไม่เหมือนเดิม ผมถามว่า
มันจะเป็นไปได้หรือไม่ หรือเป็นไปได้มากขนาดไหนครับ

สรุปก็คือ ถ้าอยากให้ชีวิตเจริญก้าวหน้า หรือมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
สิ่ง ที่เราต้องทำให้ได้ก็คือ การเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตของเราเอง เราต้องเลือกทางเดินใหม่ที่ไปสู่เป้าหมายของเรา เช่น เลือกที่จะไม่ดูทีวี เพื่ออ่านหนังสือมากขึ้น เลือกที่จะตื่นเช้า เพื่อที่จะได้ออกกำลังกาย เลือกที่จะพัฒนาตนเอง เพื่อที่จะได้ผลงานที่ดีขึ้น และได้เงินเดือนขึ้นตามมา เป็นต้น

ชีวิตเราเอง เราเลือกได้นะครับ อยากให้ความสบายมาเป็นอุปสรรคในเป้าหมายของเรานะครับ สุดท้ายผมอยากฝากคำพูดของนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่งไว้ครับ

“The definition of insanity is doing the same thing over and over again and expecting deferent results”
Albert Einstein

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=hrman&month=01-2008&date=07&group=2&gblog=6

จะล้ม หรือจะลุก ขึ้นอยู่กับผู้นำ

ช่วงนี้เป็นช่วงปลายปีอีกแล้ว หลายๆ บริษัทคงจะกำลังจัดทำงบประมาณประจำปี และก็กำหนดเป้าหมาย
การทำงานของบริษัทในปีถัดไป เคยลองย้อนกลับไปดูผลงานของบริษัทตัวเองในปีที่ผ่านมาหรือไม่ ว่า
ผลงานที่ได้ออกมานั้นเป็นอย่างไร บริษัทจะสามารถอยู่รอดต่อไปได้อีกนานแค่ไหน

จากประสบการณ์การทำงานของผมที่ผ่านมา ผมมองว่า ผู้นำขององค์กรเป็นบุคคลที่มีความสำคัญมากต่อการ
บรรลุเป้าหมายขององค์กร กล่าวคือ ถ้าผู้นำมีความเชื่อมั่น มีการสร้างพลังใจ ปลุกพนักงานให้มีความตื่นตัว
มีความพยายาม และทะเยอทะยานแล้ว การบรรลุเป้าหมายขององค์กรก็คงไปได้อย่างไม่ยากนัก

แต่ถ้าในทางตรงกันข้าม ผู้นำที่ไม่มีความมั่นใจในตนเอง ไม่ไว้ใจลูกน้อง หรือพนักงานเลย ทำงานมีแต่
ทัศนคตที่ไม่ดี อะไรก็ไม่ได้ ทำไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนี้ผมว่า ร้อยทั้งร้อย บริษัทนั้นไม่มีทางไปสู่เป้าหมาย
ที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน

ผมเคยทำงานอยู่บริัษัทแห่งหนึ่ง ตอนที่ประชุมร่วมกับกรรมการผู้จัดการของบริษัืทในเรื่องของการประเมินผล
การทำงานในปีที่ผ่านมา ตอนนั้นผ่านมาแล้ว 6 เดือน ตัวกรรมการผู้จัดการเอง เปิดการประชุมได้อย่าง
ประทับใจพนักงานมาก คือ พูดว่า "ผมว่าปีนี้เราไม่ถึงเป้าที่เราตั้งไว้อย่างแน่นอน" ถ้าท่านเป็นพนักงาน
ทา่านจะมีความเห็นอย่างไรกับคำพูดนี้ที่ออกมาจากปากของผู้นำของบริษัท??

สิ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ ผู้ัจัดการฝ่ายคนอื่น ก็เริ่มที่จะทำหน้าเซ็งๆ แบบว่าไม่มีแรงทำงาน มีบางคนก็บอกว่า
ถ้าไม่ได้ก็ํไม่ต้องไปทำอะไรมันต่อไปแล้ว หรือไม่ก็มีคำถามต่อมาว่า "ถ้างั้นจะให้ผมทำยังไง"

สิ่งที่ผมเห็นจากการประชุมครั้งนั้นก็คือ บรรยากาศในการประชุมมีแต่ความเงียบ ไม่มีใครแสดงความคิดเห็น
อะไรเลย นอกจากความเงียบเท่านั้น แล้วแบบนี้บริษัทจะไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างไร

ผิดกับอีกบริษัทที่ผมได้ทำงานร่วมกับกรรมการผู้จัดการอีกท่านหนึ่ง ท่านเป็นคนที่ให้กำลังใจลูกน้องอย่าง
สม่ำเสมอ เวลาประชุมทีมบริหาร ก็จะพูดในลักษณะที่เป็นการสร้างกำลังใจ สร้างพลังใจ และสร้างความ
มั่นใจร่วมกันในหมู่ทีมงานด้วยกันเอง จนทำให้ทีมงานมีแรงฮึดสู้อย่างไม่เคยเห็นมาก่อน

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ จากบริษัทที่ขาดทุน ก็เริ่มเป็นเท่าทุน และมีกำไรต่อเนื่อง

ผมเคยขับรถไปตามถนนที่เลียบข้างมอเตอร์เวย์ ซึ่งเป็นถนนสองเลน สวนกัน และก็มีรถคันหนึ่งซึ่งอยู่ด้านหน้า
ผมประมาณ 5 คัน ขับช้ามาก ประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเลนที่วิ่งสวนมาก็มีรถแล่นตามกันมา
มากมาย จนไม่สามารถแซงขึ้นไปได้ ด้านหน้าของรถคันที่ขับช้าันั้น ไม่มีอะไรเลย มีแต่ถนนที่ทอดไกล
และว่างเปล่า แต่ท่านเองก็ยังคงขับอยู่ในความเร็วเท่าเดิม

ถ้าเปรียบเทียบรถคันดังกล่าวเป็นผู้นำ จะเห็นว่าผู้ตามที่ตามมาก็ต้องตามไปอย่างช้าๆ เพราะไม่มีทางที่จะแซง
ขึ้นหน้าไปได้เลย แต่ถ้าคันนั้นสามารถขับเร็วขึ้นได้อีกซักหน่อย ผู้ตามก็จะถึงจุดหมายที่ทันเวลาเช่นกัน

หากกรณีที่ผู้นำช้า่มากๆ ผมว่า น่าจะเปิดทางให้กับคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดความอ่านที่ดี นำองค์กรได้ ขึ้นมา
ทำหน้าที่นำทางน่าจะดีกว่า

สรุปก็คือ ถ้าคุณเป็นผู้นำในองค์กร สิ่งที่จะต้องทำให้พนักงานเห็นก็คือ ทำตนให้เป็นตัวอย่างที่ดี และสร้าง
พลังใจให้เกิดขึ้นในหมู่พนักงานให้ได้ ไม่มีการใช้คำพูดที่บั่นทอนกำลังใจพนักงาน แล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะ
ไปยังเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=hrman&month=12-2007&date=18&group=2&gblog=4

ทัศนคติที่ดี เป็นพื้นฐานในการมีชีวิตที่ดี

ผมค่อนข้างมีความ เชื่ออย่างมากว่า ทัศนคติ มีส่วนสำคัญอย่างมาในการดำรงชีวิตของคนเราแทบทุกคน คำว่า “ทัศนคติ” นั้น ถ้าจะเขียนกันง่ายๆ ก็คือ มุมมองของเราที่มีต่อเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ว่าเรามองอย่างไร มองทางบวก หรือมองทางลบ ซึ่งมุมมองนี้แหละที่มีส่วนอย่างมากในการทำให้บางคนประสบความสำเร็จในการทำ งาน ทำให้บางคนมีความสบายใจแม้ว่าจะอยู่ในช่วงแห่งความทุกข์ยาก ทำให้บางคนมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม แม้ว่าจะเพิ่งล้มไปก็ตาม


ด้วย อากาศที่ร้อนระอุ และเราเองก็เดินทางมาไกลมาก รู้สึกร้อนและกระหายน้ำอย่างมาก พอมาถีงร้านอาหารเราก็สั่งน้ำมาดื่มก่อนเลย พนักงานนำน้ำมาให้เรา แต่มาแค่ครึ่งแก้วเท่านั้น เราจะคิดอย่างไร คำตอบจะมีอยู่ 2 ทางก็คือ


* “ทำไมเทน้ำมาให้แค่ครึ่งแก้ว แค่นี้มันจะไปพอแก้กระหายได้อย่างไร”
* “ว้าว น้ำตั้งครึ่งแก้ว อย่างน้อยก็ช่วยให้เราแก้กระหายและดับร้อนได้บ้าง”


ลอง คิดดูว่าเราจะเป็นแบบไหนในสถานการณ์ที่เล่ามา ถ้าเป็นแบบแรก นั่นก็แปลว่า เรามีแนวโน้มที่มีทัศนคติที่ไม่ดี คือมองโลกในแง่ลบเอามากๆ เลย ลองคิดดูนะครับ ถ้าเราคิดแบบนั้น ยิ่งทำให้ใจเราร้อนไปอีก จากนั้นก็จะมีแต่ความโกรธ โกรธที่พนักงานนำน้ำมาให้เราน้อยไป โกรธที่ไม่ได้ดับร้อนสักที กายที่ร้อนอยู่แล้ว ใจยิ่งร้อนเข้าไปใหญ่ เมื่อร้อนแล้ว อะไรๆ ก็จะดูแย่ไปหมด ความคิดความอ่านของเราก็จะมีจำกัด


แต่ ถ้าเราเป็นแบบที่สอง นั่นคือคนที่มีทัศนคติในทางบวก มองโลกในแง่ดี คิดบวก ซึ่งความคิดบวกแบบนี้ จะทำให้เราสามารถมีจิตใจที่เย็นลง และสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่แย่ๆ ได้อย่างมีสติ


ทัศนคติ เป็นสิ่งที่เราเลือกมองได้ ไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด เราจะมองโลกอย่างไรนั้น อยู่ที่เราเลือกที่จะมอง ในเมื่อเราเลือกได้ ทำไมเราต้องเลือกที่จะมองในแง่ลบล่ะครับ นั่นก็คือ คนเรามักจะใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ เพราะมันง่ายดี ไม่ต้องบังคับหรือฝืนใจตัวเองบ่อยๆ แต่การทำแบบนี้จะยิ่งทำให้จิตใจของเราหลงระเริงออกไปอีก เมื่อเราไม่สามารถควบคุมความคิดหรือจิตใจของเราได้ ไม่นานนักเราก็จะถูกจิตด้านมืดเข้าครอบงำ นานวันเข้า เราก็จะมองโลกในแง่ร้ายไปตลอด


ผมเคยเจอเพื่อนอยู่คนสองคน ที่มักจะบอกว่า ชีวิตเขาเกิดมาไม่มีอะไรดีเลย พ่อแม่ไม่รัก เพราะเป็นลูกคนกลาง เรียนหนังสือก็ไม่เก่ง เพื่อนก็ไม่คบด้วย เวลาทำงาน ก็มักจะถูกเจ้านายตำหนิบ่อยๆ และจะมีความคิดว่า “วันนี้ต้องโดนด่าอีกแน่เลย” หรือ “วันนี้ต้องมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นกับเขาแน่นอน” วนเวียนอยู่ในจิตใจเสมอมา ยิ่งเราคิดอะไรแบบนี้ ก็จะทำให้เราเจอสถานการณ์แบบที่เราคิดไว้ง่ายขึ้น ฝรั่งเขาเรียกกันว่า “กฎแห่งการดึงดูด” เราคิดอะไรบ่อยๆ มันก็จะสามารถดึงดูดเอาสิ่งนั้นเข้ามา


ผมชอบคำอยู่ 2 คำคือ คำว่า “Response + Ability” ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์เราสามารถทำได้ สัตว์ประเภทอื่นนั้นไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้เลย สัตว์ทั่วไปจะตอบสนองทุกอย่างตามสัญชาติญาน ส่วนมนุษย์เรานั้นสามารถเลือกที่จะตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ เพียงแต่เรามีสติให้มากพอเท่านั้น และการเลือกที่จะตอบสนองนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับทัศนคติที่เรามองโลกด้วยเช่นกัน


ถ้าจู่ๆ มีคนขับรถมาตัดหน้าเราอย่างกระชั้นชิด เราจะตอบสนองอย่างไร เราจะเลือกตอบสนองแบบร้อน หรือแบบเย็น แบบร้อนก็คือ ต้องขับไปตัดหน้ามันกลับคืนบ้าง ให้มันรู้ซะบ้างว่า ใครเป็นใคร ถ้าเราตอบสนองแบบนี้ อะไรจะเกิดขึ้นครับ แน่นอน อุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้ หรือไม่ก็เกิดเรื่องทะเลาะวิวาทกัน เสียเวลา เสียทรัพย์สิน


แต่ ถ้าเราตอบสนองแบบเย็น ก็คือ คิดว่า “เขาอาจจะรีบก็ได้ เราไม่ได้รีบไปไหน ไม่เป็นไรหรอก ให้เขาไปก่อนก็ได้” ถ้าคิดแบบนี้ผลจะเป็นตรงกันข้ามกับเมื่อสักครู่เลย ก็คือ ไม่เกิดเรื่อง ไม่เสียทรัพย์ และแถมยังไม่ร้อนใจอีกด้วย เราก็จะสบายใจ และไม่ต้องเอาเหตุการณ์นั้นมาคิดมาก จนทำให้จิตใจเราร้อนรุ่มตลอดเวลา


“วันนี้คุณเลือกที่จะตอบสนองกับเหตุการณ์ที่ไม่ดีที่เข้ามาในชีวิตอย่างไร”

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=hrman&month=11-2009&date=04&group=2&gblog=32

หว่านสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้น

เหตุเป็นอย่างไร ผลที่ได้ก็จะเป็นไปนั้น นี่คือกฎธรรมชาติที่ไม่มีใครสามารถฝืนได้เลย เราลงมือปลูกต้นมะม่วง หมั่นรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ดูแลมัน ผลก็คือต้นมะม่วงก็จะออกดอกออกผลให้เราได้กินกัน ฉันใดฉันนั้น ถ้าเราต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต หรือในหน้าที่การงาน ลองพิจารณาสิ่งที่ตนเองได้หว่านไปในวันนี้สิว่า เราหว่านอะไรไป ถ้าเราหว่านความขี้เกียจ หว่านความสบาย แล้วผลสำเร็จที่เราต้องการนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

บางคนที่เคยเจอ มา พร่ำบอกกับตัวเองว่า อยากประสบความสำเร็จ อยากทำงานได้ผลงานดีๆ อยากรวย แต่เขากลับไม่ทำอะไรเลยเพื่อให้ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ เมื่อไม่มีเหตุแล้ว ผลจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้นั้น มันไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว มันเกิดจากความพยายามทุ่มเทอย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ ที่ประดังเข้ามา รวมทั้งมีความมุ่งมั่นไม่ลดละความพยายามแม้ว่าจะเกิดความผิดพลาดขึ้นก็ตาม

ลอง พิจารณาคนที่ประสบความสำเร็จทุกคนในโลกใบนี้ มีกี่คนที่ประสบความสำเร็จโดยที่ไม่ต้องลงมือทำอะไรเลย คำตอบคือ ไม่มีเลยสักคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬา นักดนตรี นักธุรกิจ เจ้าของบริษัท ฯลฯ ล้วนแล้วแต่หว่านเม็ดพันธุ์แห่งความสำเร็จอยู่ทุกวัน และพยายามทะนุถนอม ดูแล รดน้ำใส่ปุ๋ย อย่างจริงจัง จนเกิดผลให้เราดังที่ต้องการ

ดังนั้น ถ้าในวันนี้เราเริ่มหว่านเม็ดพันธุ์แห่งความมุ่งมั่น ความขยัน ความอดทน และความพยายามแล้ว อีกไม่นาน เราก็จะได้เก็บเกี่ยวผลของความมุ่งมั่นนั้นอย่างแน่นอน

เอ๊ะ!! แต่ทำไมปลูกถั่วเขียว ถึงได้ถั่วงอกล่ะ อิอิ
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=hrman&month=09-2009&date=26&group=2&gblog=17